xs
xsm
sm
md
lg

ธ.ก.ส.ระส่ำ! สหภาพเปิดศึกผู้บริหาร เปิดแผลแบกภาระรัฐ 9 แสนล้าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



สหภาพ ธ.ก.ส. เปิดศึกผู้บริหาร นัดรวมพลังพนักงานชุดดำ-คาดผ้าเขียว ยื่น 8 ข้อเรียกร้องถึง รมว.คลัง จี้ตรวจสอบธรรมาภิบาล พักงานผู้จัดการระหว่างสอบ ผงะข้อมูลภาระกึ่งการคลังเผย ธ.ก.ส. แบกภาระนโยบายรัฐสูงถึงกว่า 9 แสนล้านบาท มากที่สุดในกลุ่มสถาบันการเงินรัฐ ย้อนรอยสหภาพฯ เคยออกโรงทักท้วงแผนดึงสภาพคล่อง ธ.ก.ส. 1.72 แสนล้านบาท ใช้แจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ก่อนรัฐบาลเปลี่ยนแผน

วานนี้10 ส.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดแรงสั่นสะเทือนภายในธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. หลังพนักงานจำนวนมากพร้อมใจกันสวมเสื้อสีดำ คาดผ้าสีเขียว รวมตัวในการประชุมใหญ่สามัญของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ธ.ก.ส. หรือ สร.ธกส. บริเวณสำนักงานใหญ่ บางเขน พร้อมมีมติยื่นข้อเรียกร้องถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีประเด็นสำคัญพุ่งตรงไปยังการบริหารงานของผู้บริหารระดับสูง โดยสหภาพฯ ยื่นข้อเรียกร้องรวม 8 ข้อ ตั้งแต่การทบทวนกระบวนการวิเคราะห์สินเชื่อ เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้รวดเร็วขึ้น ไปจนถึงการตรวจสอบธรรมาภิบาลภายในองค์กร

จี้พักงานผู้จัดการ–ค้านต่อสัญญาวาระ 2

หนึ่งในข้อเรียกร้องสำคัญคือ ขอให้ผู้จัดการ ธ.ก.ส. หยุดปฏิบัติหน้าที่ เพื่อเปิดทางให้มีการตรวจสอบประเด็นที่สหภาพฯ ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้งบประมาณและโครงการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับผลประโยชน์จากธุรกิจประกัน และสหภาพฯ ยังเรียกร้องให้พิจารณาไม่ต่อสัญญา นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการ ธ.ก.ส. เป็นสมัยที่ 2

นายฉัตรชัยเป็นอดีตกรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ ธอส. ก่อนเข้ารับตำแหน่งผู้จัดการ ธ.ก.ส. คนที่ 14 ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2566 โดยสัญญาวาระแรกจะครบในช่วงเดือนมีนาคม 2570

นอกจากนี้ยังมีข้อเรียกร้องให้ตรวจสอบผู้บริหารระดับสูงกรณีการแสดงความคิดเห็นต่อลูกค้าเงินฝากรายย่อย การแทรกแซงกระบวนการพิจารณาอุทธรณ์ และการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างว่าเป็นไปตาม พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543 หรือไม่ รวมถึงเรียกร้องให้นำคำขวัญ “เคียงคู่รู้ค่าประชาชน” กลับมาใช้แทน “The way we are”

ธ.ก.ส. แบกหนี้นโยบายรัฐกว่า9 แสนล้านบาท

การเคลื่อนไหวภายใน ธ.ก.ส. เกิดขึ้นในช่วงที่ภาระจากการดำเนินนโยบายของรัฐผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจสะสมในระดับสูง

ข้อมูลจาก สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค. ระบุว่า ณ สิ้นเดือนกันยายน 2567 ภาระทางการคลังจากโครงการตาม มาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ มีวงเงินรวมประมาณ 1.028 ล้านล้านบาท

ประกอบด้วยภาระที่ถูกนับรวมอยู่ในหนี้สาธารณะแล้วประมาณ 160,207 ล้านบาท ลูกหนี้รอการชดเชยจากรัฐบาลประมาณ 648,749 ล้านบาท และประมาณการภาระผูกพันที่ยังไม่ได้รับรู้อีกประมาณ 218,862 ล้านบาท

โดยยังพบด้วยว่า สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ
แบกรับภาระหนี้กึ่งการคลังสูงสุดอันดับหนึ่ง
ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)สูงถึง 963,919ล้านบาท

ตามด้วยอันดับสอง บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) 65,482 ล้านบาท อันดับสาม ธนาคารออมสิน 51,431 ล้านบาท และอันดับสี่ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) 35,840 ล้านบาท และอันดับสุดท้ายธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) 11,338 ล้านบาท

สศค. ระบุด้วยว่า ธ.ก.ส. และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. เป็นหน่วยงานที่มียอดคงค้างภาระตามมาตรา 28 อยู่ในระดับสูง พร้อมเสนอให้รัฐบาลพิจารณาอนุมัติโครงการตามมาตรา 28 เท่าที่จำเป็น และจัดสรรงบประมาณชดเชยอย่างเพียงพอ เพื่อไม่ให้ภาระดังกล่าวกระทบต่อการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐ

ภาระดังกล่าวเกิดจากการที่สถาบันการเงินของรัฐเข้าไปดำเนินโครงการตามนโยบายรัฐบาลก่อน เช่น มาตรการช่วยเหลือเกษตรกร การพักชำระหนี้ หรือมาตรการด้านราคาสินค้าเกษตร แล้วรัฐบาลทยอยจัดสรรงบประมาณกลับมาชดเชยภายหลัง จึงไม่ใช่หนี้เสียของ ธ.ก.ส. แต่เป็นภาระจากการดำเนินนโยบายของภาครัฐ

สศค.เตือนรัฐเร่งตั้งงบชดเชย

รายงานความเสี่ยงทางการคลังของ สศค. ยังเสนอให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณเพื่อชำระคืนภาระตามมาตรา 28 อย่างเพียงพอ โดยเฉพาะหน่วยงานที่มียอดคงค้างสูง เพื่อป้องกันไม่ให้การดำเนินนโยบายของรัฐบาลส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

พร้อมเสนอว่า หากสถานการณ์เอื้ออำนวย ควรทยอยลดเพดานภาระตามมาตรา 28 กลับสู่ระดับไม่เกิน 30% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี หลังจากในช่วงก่อนหน้านี้ต้องขยายเพดานเพื่อรองรับมาตรการช่วยเหลือประชาชนและเศรษฐกิจของรัฐบาล

สหภาพเคยค้านดึงเงิน ธ.ก.ส.แจกหมื่น

บทบาทของสหภาพ ธ.ก.ส. ในการตั้งคำถามต่อการนำเงินของธนาคารไปดำเนินนโยบายรัฐบาลเคยเกิดขึ้นมาแล้ว

ย้อนกลับไปเดือนเมษายน 2567 ในช่วงที่รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน เตรียมดำเนินโครงการ Digital Wallet แจกเงิน 10,000 บาท รัฐบาลเคยวางกรอบว่าจะใช้แหล่งเงินผ่าน ธ.ก.ส. ประมาณ 172,300 ล้านบาท สำหรับประชาชนในกลุ่มเกษตรกร โดยจะดำเนินการผ่านกลไกตามมาตรา 28

ต่อมา สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ธ.ก.ส. ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตรวจสอบและตีความข้อกฎหมายให้ชัดเจนว่า การนำสภาพคล่องของ ธ.ก.ส. ไปใช้ในโครงการดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์และกฎหมายของธนาคารหรือไม่

ก่อนที่รัฐบาลจะปรับแผนแหล่งเงินสำหรับโครงการดิจิทัลวอลเล็ต และมีมติ ไม่ใช้เงินจาก ธ.ก.ส. 172,300 ล้านบาท ตามแนวทางเดิม โดยเปลี่ยนไปใช้งบประมาณของรัฐบาลแทน

ล่าสุด สหภาพ ธ.ก.ส. กลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ประเด็นไม่ได้อยู่ที่การนำเงินของธนาคารไปใช้กับนโยบายรัฐบาลเท่านั้น หากยังพุ่งตรงไปถึงการบริหารภายในองค์กร โดยยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้ตรวจสอบผู้บริหารระดับสูง และคัดค้านการต่อสัญญาผู้จัดการ ธ.ก.ส.