"อนุทิน" ลั่นคุมปืนเข้ม ฝ่ายค้านย้อนศรขุดปมร้อน ใบอนุญาตร้านค้าอาวุธปืนพุ่งพรวดสมัย "ชวรัตน์" นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีมหาดไทย
แม้ว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าคุมอาวุธปืนให้เข้มงวดขึ้น แต่กลับถูกฝ่ายค้านหยิบข้อมูลในอดีตมาตั้งคำถามถึงการเพิ่มจำนวนใบอนุญาตร้านค้าอาวุธปืน หรือ “ใบ ป.5” ในปี 2552 ซึ่งเป็นช่วงที่นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล บิดาของนายอนุทิน ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ในเรื่องนี้ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า รู้หรือไม่ครับว่า จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้จำนวนใบอนุญาตร้านค้าอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน หรือ “ใบ ป.5” เพิ่มขึ้นอย่างมาก เกิดขึ้นในปี 2552 ในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดย รมว.มหาดไทย ในขณะนั้น ก็คือ คุณชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยในเวลานั้น ซึ่งก็คือคุณพ่อของคุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีนั่นเอง
แต่เดิมเมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2535 กระทรวงมหาดไทย ได้มีคำสั่งที่ 109/2535 กำหนดให้จำกัดการเพิ่มจำนวนร้านค้าอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน รวมถึงร้านประกอบ ซ่อมแซม หรือเปลี่ยนลักษณะอาวุธปืน โดยมิให้มีจำนวนเพิ่มขึ้น และหากเห็นสมควรก็สามารถลดจำนวนลงได้ โดยก่อนที่จะมีคำสั่งนี้ใบ ป.5 มีอยู่ทั้งสิ้น 335 ใบ
จนกระทั่งวันที่ 8 ก.ย. 2552 กระทรวงมหาดไทย ก็มาออกคำสั่งที่ 289/2552 ยกเลิกคำสั่ง 109/2535 เดิม เปิดทางให้สามารถพิจารณาออกใบอนุญาตร้านค้าอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนเพิ่มขึ้นได้อีกครั้ง หลังจากนั้น จำนวนใบอนุญาตก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
อ้างอิงจากคำตอบ กระทู้ถามที่ 1594 ร. ของคุณวัชระ เพชรทอง ลงวันที่ 26 ม.ค. 2554 ซึ่งนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล ในฐานะ รมว.มหาดไทย เป็นผู้ตอบ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 12 เม.ย. 2554 ระบุว่า หลังมีคำสั่ง 289/2552 มีการออกใบอนุญาตเพิ่มขึ้นถึง 150 ใบ จากเดิม 335 ใบ เพิ่มเป็น 485 ใบ แบ่งเป็น กรุงเทพฯ 367 ใบ จังหวัดอื่น 118 ใบ เท่ากับจำนวนใบอนุญาตเพิ่มขึ้นถึง 44.8% และจำนวนใบอนุญาต ก็ยังคงเพิ่มขึ้นต่อไป โดยข้อมูลของกระทรวงมหาดไทยที่นำมาตอบ กระทู้ถามที่ 558 ร. ในปี 2555 ระบุว่า จำนวนใบอนุญาตเพิ่มเป็น 502 ใบ แบ่งเป็นกรุงเทพฯ 381 ใบ และจังหวัดอื่น 121 ใบ เท่ากับเพิ่มจากฐานเดิมที่มีอยู่ 335 ใบ ถึง 167 ใบ หรือประมาณ 49.9%
ประเด็นดังกล่าวนี้ มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วยนะครับ โดยในวันที่ 1 มิ.ย. 2553 ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ในฐานะฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้หยิบเอาประเด็นการอนุมัติใบอนุญาตร้านค้าอาวุธปืนเพิ่มเติมขึ้นอภิปราย และตั้งข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการแสวงหาผลประโยชน์จากการอนุมัติใบอนุญาต
คุณชวรัตน์ได้ชี้แจง และปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว พร้อมอธิบายเหตุผลของการอนุญาตให้มีร้านค้าอาวุธปืนเพิ่มขึ้นว่า ต้องการเพิ่มการแข่งขัน ลดการผูกขาดของผู้ค้ารายเดิม และทำให้ราคาปืนลดลง
นายวิโรจน์ ระบุว่า เหตุผลที่ผมหยิบเอาประวัติศาสตร์ทางการเมืองเรื่องใบอนุญาตร้านค้าอาวุธปืนมาเล่าให้ฟัง ก็เพราะเห็นว่าในช่วงนี้คุณอนุทิน ใส่ใจต่อปัญหาอาวุธปืนเป็นอย่างมาก ดังนั้นการทราบข้อมูลว่าประเทศไทยของเรา มีปืน และร้านค้าอาวุธปืนเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากได้อย่างไร จำนวนร้านเพิ่มขึ้นในยุคสมัยใด ด้วยเหตุผลอะไร จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยในการแก้ไขปัญหาอาวุธปืนครับ
ขณะที่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงถึงกรณีที่สังคมกำลังให้ความสนใจและถกเถียงในประเด็นข้อกฎหมาย เกี่ยวกับการที่เจ้าของบ้านใช้อาวุธปืนยิงผู้บุกรุกจนเสียชีวิต โดยระบุว่า กฎหมายยังคงรับรองสิทธิของประชาชนในการป้องกันตนเองและผู้อื่นอย่างชัดเจน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ซึ่งกำหนดหลักเรื่องการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายไว้ว่า หากมีภยันตรายจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย เป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง และการกระทำเพื่อป้องกันนั้นพอสมควรแก่เหตุ ผู้กระทำจะไม่มีความผิด
ทั้งนี้ ไม่มีหลักการตายตัวที่ระบุว่า “คนร้ายเข้าบ้าน ยิงได้ทุกกรณี” และในทางกลับกันก็ไม่มีหลักว่า “ยิงผู้บุกรุกในบ้านแล้ว เจ้าของบ้านต้องผิดทุกกรณี” แต่หัวใจสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่ พฤติการณ์ขณะเกิดเหตุ โดยการป้องกันโดยชอบและพอสมควรแก่เหตุ ดังนั้น ประชาชนไม่จำเป็นต้องมองเรื่องนี้เป็นสองขั้วว่า ยิงได้หรือยิงไม่ได้ แต่สิ่งสำคัญคือ ประชาชนมีสิทธิป้องกันตนเองตามที่กฎหมายรับรอง และกระบวนการยุติธรรมมีหน้าที่ตรวจสอบว่าการกระทำนั้นอยู่ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมายหรือไม่ และดูที่พฤติการณ์เป็นหลัก

