xs
xsm
sm
md
lg

ปฏิรูปราชการ ต้องปักธงให้ชัด ลดคนไม่ใชคำตอบสุดท้าย ทบทวนภารกิจเป็นเรื่องสำคัญ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



นักวิชาการชี้เป้าปฏิรูปราชการต้องปักธงให้ชัด การลดคนไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่ต้องเริ่มจากการทบทวนภารกิจ ลดงานซ้ำซ้อนก่อนลงมือ หวั่นเกิดภาวะสมองไหล ทำระบบล้มเหลว ลั่นลดคนอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ราชการดีขึ้น

ท่ามกลางแนวคิดผ่าตัดใหญ่ราชการไทยที่กำลังถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า รัฐบาลจะลดข้าราชการได้กี่คน แต่คือหลังจากลดจำนวนคนแล้ว ระบบราชการจะทำงานได้ดีขึ้นจริงหรือไม่ เพราะหากภารกิจยังซ้ำซ้อน โครงสร้างยังทับซ้อน และกระบวนการทำงานยังเหมือนเดิม การลดจำนวนบุคลากรอาจเป็นเพียงการลดต้นทุน โดยไม่ได้หมายถึงการปฏิรูประบบราชการอย่างแท้จริง

ในเรื่องนี้ รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร คณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นต่อข้อเสนอผ่าตัดใหญ่ราชการไทยว่า หลายแนวคิดมีเหตุผลและควรเดินหน้า แต่ต้องระวังไม่ให้การปฏิรูปกลายเป็นเพียงนโยบายลดคน โดยมีระบบราชการเดิมเป็นตัวตั้ง สำหรับข้อเสนอตรึง (Freeze) อัตรากำลังข้าราชการ เห็นด้วยกับหลักการ แต่ควรให้ทุกหน่วยงานกลับมาทบทวนว่า งานใดควรทำต่อ งานใดควรยุติ งานใดควรถ่ายโอนให้ท้องถิ่น งานใดให้เอกชนดำเนินการได้ และงานใดสามารถใช้เทคโนโลยีเข้ามาทดแทน

เช่นเดียวกับ การให้นำระบบเทคโนโลยีมาทดแทน รศ.ดร.บุญส่ง ระบุว่า เห็นด้วยโดยเฉพาะงานธุรการ งานเอกสาร และงานที่ทำซ้ำ ๆ อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบดิจิทัลอาจแทนงานบางอย่างได้ แต่ไม่สามารถแทนความรับผิดชอบทางกฎหมาย ดุลพินิจ การดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง และการตัดสินใจในสถานการณ์วิกฤตได้ทั้งหมด
ดังนั้นอย่าเอาเทคโนโลยีมาเป็นข้ออ้างในการตัดคนก่อนที่จะออกแบบงานใหม่ ดังนั้น หลักการที่ถูกต้องคือ ลดงานก่อนลดคน ไม่ใช่ลดคนแล้วโยนงานที่เหลือให้คนที่ยังอยู่

ส่วนการเปิดโอกาสให้มีการเกษียณตั้งแต่อายุ 40 ปี ถือเป็นดาบสองคม คมหนึ่ง เปิดโอกาสให้คนที่มีความสามารถออกไปสร้างธุรกิจหรือทำงานภาคเอกชนได้เร็วขึ้น แต่อีกคมหนึ่ง คือ คนที่มีความสามารถสูง อาจเป็นกลุ่มแรกที่ออกไป คนเก่งมีทางเลือกมากกว่าคนอื่น หากเอกชนเสนอเงินเดือนเพิ่มหลายเท่า ราชการก็อาจกลายเป็นสถานที่ที่รักษาคนเก่งไว้ไม่ได้ ดังนั้นจะ Early Retirement ต้องระวัง ไม่เช่นนั้นรัฐบาลอาจประสบความสำเร็จในการลดจำนวนข้าราชการ แต่ล้มเหลวในการรักษาสมองของรัฐ และนั่นมีราคาที่แพงกว่าจำนวนคนที่ลดลง

นอกจากนี้ งบประมาณสำหรับการรักษาพยาบาล ควรเป็นอีกเรื่องที่ควรแก้ไขเช่นกัน โดยรศ.ดร.บุญส่ง มีข้อสังเกตว่า งบค่ารักษาพยาบาลข้าราชการเป็นเรื่องที่รัฐต้องจัดการ แต่การเอาบริษัทประกันเอกชนเข้ามาไม่ได้แปลว่าค่าใช้จ่ายจะลดลงโดยอัตโนมัติ บริษัทประกันอาจช่วยบริหารความเสี่ยงและควบคุมการเบิกจ่ายบางส่วนได้ แต่ไม่ได้รับประกันว่าต้นทุนรวมของรัฐจะลดลง หากไม่มีการออกแบบสิทธิประโยชน์ การกำกับราคา และแรงจูงใจของผู้ให้บริการอย่างรอบคอบ

รศ.ดร.บุญส่ง สรุปว่า การลดจำนวนข้าราชการจะไม่มีความหมายมากนัก หากโครงสร้างการบริหารราชการยังซ้อนทับกันเหมือนเดิม การปฏิรูปที่แท้จริงจึงต้องถามด้วยว่า ภารกิจใดควรอยู่ที่ส่วนกลาง ภารกิจใดควรถ่ายโอนให้ท้องถิ่น และหน่วยงานใดหมดความจำเป็นแล้ว มิใช่เพียงถามว่าแต่ละหน่วยงานควรเหลือคนกี่คน ประเทศไทยไม่ได้ต้องการระบบราชการที่เล็กที่สุด และนี่คือบททดสอบสำคัญว่า รัฐบาลกำลังจะปฏิรูประบบราชการ หรือเพียงแค่ลดค่าใช้จ่ายของระบบราชการ ถ้าตอบผิดตั้งแต่คำตอบแรก ต่อให้ลดคนได้เป็นแสนคน ก็อาจไม่ได้ทำให้ระบบราชการดีขึ้นแม้แต่น้อย