xs
xsm
sm
md
lg

โต๊ะอาหาร 4 นายกฯ…อนุทินกราบตักทักษิณ สะท้อนประตูการเมืองที่ไม่เคยปิดสนิท!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



การพบกันระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในงานสวดพระอภิธรรมศพ นายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีต รมช.มหาดไทย และอดีต สส.เพื่อไทย เมื่อช่วงค่ำวันที่ 14 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่ จ.อุบลราชธานี ถูกจับตา และถูกนำมาวิเคราะห์ เป็นประเด็นการเมือง

เพราะในค่ำวันนั้น นอกจากนายกรัฐมนตรี แล้วยังมีอดีตนายกฯรัฐมนตรี จากพรรคเพื่อไทย ถึง 3 คน มาร่วมงาน คือ นายทักษิณ ชินวัตร น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
เมื่อพิธีสวดพระอภิธรรมศพเสร็จสิ้น ทางเจ้าภาพได้เชิญนายกรัฐมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรีทั้ง 4 ท่าน ขึ้นมาร่วมถ่ายภาพกับครอบครัวกัลป์ตินันท์ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า นายอนุทิน ไม่ได้ร่วมเฟรมถ่ายภาพกับ 3 อดีตนายกฯ จากตระกูลชินวัตร


หลังจากนั้นมีการเชิญร่วมรับประทานอาหารเย็นกันต่อ เป็นการจัดในห้องส่วนตัว ไม่ให้สื่อมวลชนเข้าไปบันทึกภาพ และน.ส.แพทองธาร ได้เป็นฝ่ายเดินมาเชิญนายอนุทิน ด้วยตัวเอง ให้เข้าไปร่วมโต๊ะกับ นายทักษิณ

บนโต๊ะอาหารในห้องนั้น นายอนุทิน นั่งอยู่ตรงกลาง ระหว่าง นายทักษิณ กับ น.ส.แพทองธาร และมีนายสมชาย ร่วมรับประทานอาหารด้วย

ไฮไลต์สำคัญ ที่ทำให้สื่อมวลชนจับมาเป็นประเด็น คือ หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ นายอนุทินได้เดินมาส่งนายทักษิณ ถึงที่รถยนต์ ทั้งคู่ได้มีการพูดคุยกันสั้นๆ นายทักษิณ เอ่ยถามขึ้นมาว่าท่านนายกฯไปไหนต่อ ? นายอนุทิน ก็ตอบกลับมาอย่างนอบน้อมว่า เดินทางกลับครับ

พอนายทักษิณ ก้าวขึ้นไปนั่งบนรถ จังหวะนั้นนายอนุทิน ก็ได้ก้มลงไปกราบที่ตักของนายทักษิณ ก่อนที่นายทักษิณจะเดินทางออกจากวัดไป ท่ามกลางสายตาของสื่อมวลชน และผู้ร่วมงานที่เฝ้ามองบรรยากาศสุดชื่นมื่น และสุดนอบน้อมนี้


การพบกันของนายอนุทิน กับ 3 อดีตนายกฯ ของตระกูลชินวัตร ครั้งนี้ ถือว่ามีน้ำหนักทางการเมืองมากกว่าภาพงานศพธรรมดาทั่วไป เพราะถือว่าไม่ใช่เป็นการบังเอิญมาพบกันแต่เป็นเจตนา เพื่อให้เห็นบรรยากาศของการพบกัน

เพราะถ้าไม่ต้องการพบกัน ก็ย่อมทำได้ เนื่องจากพิธีสวดอภิธรรมศพมีหลายวัน หากไม่อยากพบ ก็สามารถเช็กได้ว่า นายกฯ จะไปวันไหน หรือนายทักษิณ จะไปวันไหน

อย่างไรก็ตาม นายอนุทิน ออกมายืนยันเองว่า ไม่ได้คุยการเมืองเป็นพิเศษ ส่วนการกราบที่ตัก นายทักษิณ เป็นเรื่องของความเคารพ เพราะเคยได้รับความเมตตา แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลทักษิณ ตั้งแต่ปี 2547

ประเด็นที่น่าสนใจที่น่าสนใจ นอกจากการ “กราบ” ก็คือ “การเข้าหากัน”

โดยเฉพาะ การที่น.ส.แพทองธาร เดินมาเชิญนายอนุทิน เข้าไปร่วมรับประทานอาหารในห้องส่วนตัว และโดยนายอนุทิน นั่งตรงกลาง มีนายทักษิณ กับน.ส.แพทองธาร ขนาบข้าง และ สมชาย ก็ร่วมโต๊ะด้วย

ย่อมตีความออกมาได้ว่า นายกฯอนุทิน ถูกเชิญเข้าไปอยู่ในวงสนทนาของครอบครัวชินวัตร และ “อดีตอำนาจของเพื่อไทย” กับ “อำนาจรัฐบาลปัจจุบัน” ได้มานั่งอยู่โต๊ะเดียวกันแล้ว

นี่จึงเป็นภาพที่ฝ่ายการเมืองทุกฝ่าย ต้องเอาไปคิดต่อ

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ นายอนุทิน ในฐานะหัวหน้าภูมิใจไทย และนายกรัฐมนตรี ไม่จำเป็นต้อง วางตัวเป็นศัตรูกับทักษิณ ตามที่มีกระแสข่าวดีล “เขียว-แดง-ส้ม”

การที่ นายอนุทิน สามารถพบ และพูดคุยกับนายทักษิณ อย่างเปิดเผยย่อมต้องการสื่อถึงการร่วมรัฐบาลยังเป็นไปด้วยความราบรื่น และพรรคภูมิใจไทย ยังคงเป็นพรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำรัฐบาล ไม่ได้ตกเป็นเบี้ยล่างของพรรคเพื่อไทย

หากจะมอบว่าการพบกันครั้งนี้ นายอนุทิน ได้ประโยชน์ แต่อย่าลืมว่าข้างฝ่ายตระกูลชินวัตร ก็ได้ประโยชน์เช่นกัน เพราะการมีนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน เดินไปส่งถึงรถ พูดคุยกัน และแสดงความเคารพอย่างเปิดเผย ด้วยการกราบที่ตัก

ย่อมเป็นภาพสะท้อนว่า อิทธิพลทางการเมืองของ นายทักษิณ ยังไม่ได้หายไปจากระบบ แม้จะไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ตาม

เรียกได้ว่า “ทักษิณ” ยังเป็นศูนย์กลางทางการเมือง ที่นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน สามารถพูดคุย และรักษาความสัมพันธ์ได้
ส่วนเรื่อง “การกราบตัก” แม้ นายอนุทินจะออกมาอธิบายแล้วว่า เหตุผลหนึ่งคือ ความเคารพ และความสัมพันธ์ในอดีต โดยเฉพาะการที่นายทักษิณ เคยแต่งตั้งเขาเป็นรัฐมนตรี เมื่อปี 2547

แต่ในทางการเมือง ภาพนี้ก็ยังมีพลัง ที่ถูกหยิบมาวิพากวิจารณ์อยู่ดี ว่า “นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ก้มกราบอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ยังมีอิทธิพลทางการเมืองสูง”

ไม่ว่า “นายอนุทิน” จะต้องการสื่อสารอะไร แต่การทำเช่นนั้น เหมือนเป็นการยอมรับกลายๆ ว่า อดีตนายกฯ ทักษิณ ยังคงเป็น “ผู้มีอำนาจตัวจริง” ในทางการเมือง

บทสรุปของการพบกันครั้งนี้ พอจะบ่งบอกถึงนัยได้ว่า

หนึ่ง... “อนุทิน” ไม่ได้ปิดประตูเพื่อไทย

สอง...“ทักษิณ” ยังสามารถสื่อสารกับนายกรัฐมนตรี ได้โดยตรง

สาม...ภูมิใจไทยกับเพื่อไทย ยังมีพื้นที่สำหรับการประสานผลประโยชน์ แม้จะไม่ได้แปลว่าเป็นพันธมิตรถาวร

และสิ่งที่เกิดขึ้น คือ เส้นเชื่อมระหว่างสองเครือข่าย ไม่ได้ขาดจากกัน และจะมีประโยชน์ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง
เสถียรภาพรัฐบาล ... การจัดสมการพรรคร่วม ... การต่อรองในสภา ... การบริหารความขัดแย้ง...หรือแม้แต่การจัดวางขั้วการเมืองในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ต้องติดตามกันต่อไปว่า หลังจากนี้ จะมีการพบกันนอกรอบ อีกหรือไม่ มีการปรับท่าทีของพรรคร่วม หรือมีการส่งสัญญาณเรื่องรัฐบาล และการเมืองในสภา เพิ่มเติมหรือไม่ อย่างไร

เมื่อนั้น ภาพพบกันในงานศพ ซึ่งเป็น“ภาพทางสังคม” จะกลายเป็น “สัญญาณทางการเมือง” อย่างเต็มตัว!