xs
xsm
sm
md
lg

"อนุทิน" เมินดราม่ากราบตัก "ทักษิณ" คนรู้จักกันต้องเคารพ ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



"อนุทินเมิน" ดราม่าภาพกราบตัก "ทักษิณ" ชี้เป็นเรื่องปกติที่ต้องเคารพคนรู้จัก ลั่นการเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร เมื่อเป้าหมายคือประโยชน์ของประเทศชาติ ขอเอาเรื่องส่วนตัวไว้ข้างหลัง

การเมืองไทยปรากฏภาพที่น่าสนใจ เมื่อ 4 นายกรัฐมนตรี ได้แก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย นายทักษิณ ชินวัตร น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้มาพบกันในงานศพของนายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีตรมช.มหาดไทย โดยเฉพาะภาพช่วงท้ายก่อนนายทักษิณเดินทางกลับ ที่ปรากฏภาพนายอนุทินก้มกราบที่ตักนายทักษิณ จนถูกจับตามองถึงความสัมพันธ์ทางการเมืองของทั้งสองฝ่าย

นายอนุทินกล่าวถึงบรรยากาศในการพบกันว่า ทุกคนมาร่วมงานศพของบุคคลที่เคารพนับถือ ไม่ใช่การมาพบกันในบรรยากาศที่สนุกสนาน แต่เป็นการพูดคุยและแสดงความเคารพกันตามปกติ ส่วนภาพที่ตนกราบนายทักษิณนั้น เป็นเรื่องที่ทำเป็นปกติ เพราะเคยเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลนายทักษิณตั้งแต่ปี 2547 และเป็นรัฐมนตรีลำดับท้าย ๆ ที่นายทักษิณให้ความเมตตา

นายอนุทินกล่าวว่า ในโอกาสดังกล่าวไม่ได้พูดคุยเรื่องการเมืองกับนายทักษิณ เพียงสอบถามสารทุกข์สุขดิบกันเท่านั้น ส่วน น.ส.แพทองธาร และนายสมชาย ก็เป็นบุคคลที่รู้จักและคุ้นเคยกันอยู่แล้ว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีโอกาสนัดพบกับนายทักษิณในโอกาสอื่นหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ตั้งแต่รู้จักกันมาก็พบเจอกันมาตลอด ไม่ควรมองว่าเป็นบุคคลที่พูดคุยหรือพบกันไม่ได้ และยิ่งขณะนี้พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน จึงเป็นเรื่องปกติที่จะพบกัน

ส่วนคำถามเรื่องการเมืองที่ว่าไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวรยังใช้ได้หรือไม่นั้น นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นมิตรแท้หรือศัตรูถาวร หากมีเป้าหมายตรงกัน คือทำให้ประชาชนและประเทศชาติได้รับประโยชน์ ทำให้ประเทศเข้มแข็งและเกิดความเจริญ ก็ต้องเอาเรื่องส่วนตัวไว้ข้างหลัง และให้เรื่องประเทศชาติและประชาชนเป็นเป้าหมายสำคัญก่อน

นายอนุทิน กล่าวว่า ตนว่าตั้งแต่รู้จักนายทักษิณ , นายสมชาย รวมถึงน.ส.แพทองธาร ก็เจอกันมาตลอด อย่าไปคิดว่าเป็นเรื่องที่พูดคุยกันไม่ได้ ยิ่งมาเป็นรัฐบาลเดียวกัน ทำไมจะพบไม่ได้ถ้าจะพบ

ส่วนเสียงเรียกร้องจากประชาชนที่ต้องการให้โครงการไทยช่วยไทยพลัสมีเฟสต่อไป นายอนุทินกล่าวว่า ได้ยินทุกเสียง แต่รัฐบาลต้องพิจารณาทั้งวิธีการ งบประมาณ และการทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยย้ำว่าโครงการดังกล่าวไม่ได้มุ่งเป็นรัฐสวัสดิการหรือประชานิยม แต่ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศและช่วยยกระดับเศรษฐกิจ