xs
xsm
sm
md
lg

เปิดแผลธรรมาภิบาลเน่าเฟะ! ปอศ. จ่อเรียก 2 อดีตกรรมการ "Bitkub" รับทราบข้อหาปกปิดถูกแฮก 1.7 พันล้าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



เปิดแผลธรรมาภิบาลเน่าเฟะ! ตำรวจเศรษฐกิจจ่อเรียก 2 อดีตกรรมการ "บิทคับ" รับทราบ 2 ข้อหาภายใน 15 วัน ปมปกปิดถูกโจรไซเบอร์แฮก 1.7 พันล้าน

​สถานการณ์ของศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลแถวหน้าของเมืองไทยอย่าง "บิทคับ" (Bitkub) กลับมาระอุขึ้นอีกครั้ง เมื่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เตรียมเรียกตัวสองอดีตกรรมการเข้ามารับทราบข้อกล่าวหา ปมรายงานเท็จกรณีถูกโจรกรรมทางไซเบอร์มูลค่ามหาศาลเมื่อ 5 ปีก่อน

​ย้อนมหากาพย์: แฮก 1.7 พันล้าน สู่รายงาน "ตัวเลขทิพย์"

​จุดเริ่มต้นของคดีนี้สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์เมื่อช่วง เดือนพฤษภาคม 2564 ที่ระบบของ บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้ง ถูกโจมตีทางไซเบอร์ ส่งผลให้สินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าจำนวน 16 สกุล รวมมูลค่าสูงถึง 1,700 ล้านบาท ถูกโจรกรรมออกไปจากระบบ แม้ต่อมาทาง บิทคับ จะสามารถหาสินทรัพย์ดิจิทัลมาทดแทนส่วนที่สูญหายไปได้แล้วตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2564 แต่ประเด็นปัญหาไม่ได้จบเพียงแค่นั้น

​จากการตรวจสอบอย่างละเอียดของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) พบว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 10 พฤษภาคม 2564 ถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2564 ทาง Bitkub กลับ "ไม่ได้รายงาน" เหตุการณ์ดังกล่าวให้สอดคล้องกับความเป็นจริงใน แบบรายงานเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิรายวัน (แบบรายงาน ดจ. 1)
​กล่าวคือ ยอดทรัพย์สินในรายงานช่วงดังกล่าวไม่ปรากฏการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด "ราวกับไม่มีเหตุการณ์ถูกโจรกรรมเกิดขึ้น"

ก.ล.ต. มองว่าการกระทำดังกล่าวถือเป็นการปกปิดข้อมูลและเข้าข่ายเป็นการ "แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อ ก.ล.ต."ผิดตามมาตรา 76 แห่ง พ.ร.ก. การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561

เปิดกลยุทธ์ใช้ผ้าก๊อซปิดแผลเน่าเฟะป้องกันกลิ่นคาวเลือด-หนอง กันแมลงหวี่-แมลงวัน แตกตื่น!

นับหลังเหตุการณ์ถูกแฮกเพียง 10 วัน ทาง บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด ได้ใช้กลยุทธ์ระดมเงินมาชดเชยส่วนที่หายไปกว่า 1,700 ล้านบาท ด้วยการขายเหรียญ KUB เปิดที่เหรียญละ 580 บาท ได้เงินมามูลค่าประมาณ 1,500 ล้านบาท โดยปิดข่าวเงียบเรื่องถูกแฮก

เผยปมปริศนาการแฮกเริ่มถูกจุดชนวนขึ้นโดยเพจ "บิ๊ก ซีเคร็ต"ก่อนจะถูกตอกย้ำด้วยการตรวจสอบธุรกรรมบนบล็อกเชนโดยเพจ "สต็อกเกอร์ เดย์" ซึ่งพบร่องรอยการโอนสินทรัพย์ที่ถูกขโมยออกไปยังศูนย์ซื้อขายระดับโลกอย่าง ไบแนนซ์, FTX และมีการใช้ทอร์นาโด แคช เครื่องมือฟอกเงินชั้นสูงเพื่ออำพรางเส้นทางธุรกรรม ซึ่งในช่วงแรกบิทคับอ้างว่าเอกสารที่หลุดออกมาเป็นของปลอม

สุดท้ายเมื่อถูกกดดันอย่างหนัก ก.ล.ต. จึงเข้าขยายผลการสอบสวนเชิงลึก กระทั่งบิทคับต้องออกมายอมรับว่าระบบถูกเจาะจริง และบริษัทได้ดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เรื่องแดงขึ้นสู่สาธารณะ ซึ่งขัดต่อหลักการเปิดเผยข้อมูลต่อหน่วยงานกำกับดูแลอย่างสิ้นเชิง

นายสกลกรย์ สระกวีกรรมการของบิทคับในเวลานั้น อาสาเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันออกแถลงการณ์ว่า เรื่องเกิดขึ้นนานแล้วและไม่มีผู้ใช้งานคนใดได้รับผลกระทบ ส่วนที่ตัดสินใจปกปิดเพราะกังวลว่าหากลูกค้าทราบเรื่องจะตื่นตระหนกที่ถูกขโมยเหรียญ คนจะแห่ถอน-เทขายเหรียญ จนราคาดิ่งลง จะเกิดความโกลาหลแล้วก็จะลามเป็นลูกโซ่ หรือแบงก์รัน (bank run)

เขาย้ำว่า "ผมขอรับผิดชอบการกระทำแต่เพียงผู้เดียว และพร้อมรับผลของการกระทำของตัวเอง"

​เจาะลึกข้อหาหนัก: ฟันอาญาอดีตบิ๊กบิทคับ
​จากพฤติการณ์ดังกล่าว ทำให้ ก.ล.ต. ตัดสินใจเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด 3 ราย ได้แก่:
1. ​บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด
2. ​นายสกลกรย์ สระกวี (อดีตกรรมการ)
3. ​นายทวีทรัพย์ ราวรรณ์ (อดีตกรรมการ)

​โดยในส่วนของ นายสกลกรย์ และนายทวีทรัพย์ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการนำส่งแบบรายงาน ดจ. 1 ในช่วงเวลาเกิดเหตุ ต้องเผชิญกับ 2 ข้อหาหนักได้แก่:
• ​ข้อหาที่ 1: ร่วมกันรับผิดชอบในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจ ตามมาตรา 94 ประกอบมาตรา 76 แห่ง พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ
• ​ข้อหาที่ 2:ลงข้อความเท็จในเอกสารของนิติบุคคลเพื่อลวงบุคคลใด ๆ ตามมาตรา 88(2) เนื่องจากเจตนาทำให้ ก.ล.ต. หลงเชื่อว่าทรัพย์สินของลูกค้ายังอยู่ครบถ้วนปกติและไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น ซึ่งมีอัตราโทษหนักตามบทบัญญัติวรรคท้ายของมาตราดังกล่าว

บก.ปอศ. เร่งปิดฉากคดีภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้

​ความคืบหน้าล่าสุด พ.ต.อ.วิญญู แจ่มใส รักษาราชการแทน ผู้กำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (รรท.ผกก.3 บก.ปอศ.) ระบุว่า สำนวนการสอบสวนคดีนี้ใกล้จะเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว โดยพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ปอศ. เตรียมออกหมายเรียกให้ทางตัวแทน บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด รวมถึง นายสกลกรย์ สระกวี และ นายทวีทรัพย์ ราวรรณ์ เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการภายในกรอบระยะเวลา 15 วันหลังจากนี้

ส่วน "ท็อป จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้ง Bitkub ที่เคยประกาศอย่างโอหังว่า บริษัทเขามีระบบป้องกันการถูกโจรกรรมทางไซเบอร์ล้ำสุดในไทย ด้วย "ระบบป้องกันสามชั้น" กลับลอยตัวเหนือปัญหา นั่งสูดอากาศจำลองสวิตเซอร์แลนด์ในเพนท์เฮ้าส์หรูใจกลางเมือง ปล่อยให้ลูกน้องคนสนิททั้งสองเสี่ยงคุกตารางแทน ซ้ำไร้การขอโทษใด ๆ ต่อบรรดาแมงเม่าที่ถูกเผาจนไหม้เกรียม เพราะจนถึงตอนนี้เหรียญ KUB จากที่เปิดตัว 580 บาทก็ได้ร่วงกราวเหลือมูลค่าเพียง 16 บาทเท่านั้น

​คดีนี้นับเป็นบรรทัดฐานและบทเรียนครั้งสำคัญของวงการคริปโตเคอร์เรนซีในประเทศไทย เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องตัวเลขความเสียหายทางบัญชีที่สามารถใช้เงินชดเชยจากช่องทางอื่นมาอุดรูโหว่ได้ แต่มันคือการเปิดแผลธรรมาภิบาลที่เน่าเฟะ ขององค์กรที่ยกหูชูหางตนเองว่ากำลังก้าวขึ้นมาเป็น "ผู้พิทักษ์การเงินรูปแบบใหม่" นั่นเอง!