ใครจะไปรู้ ธุรกิจยิ่งรายใหญ่ ยิ่งเอาเปรียบ ล่าสุดมีผลการติดตามปัญหาของสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) พบว่า ผู้ประกอบการรายใหญ่ คงค้างค่าสินค้าภายใต้ระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) กับผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SME) สูงถึงปีละกว่า 2 แสนล้านบาท ทั้ง ๆ ที่เงินก้อนนี้ เป็นเงินของ SME แต่รายใหญ่กลับจ่ายช้า ประวิงเวลา ทำกระทั่งถ่วงเวลาการจ่ายเงินออกไป จน SME เดือดร้อนกันอย่างหนัก
ไม่เพียงแค่นั้น ยังนำเงินก้อนดังกล่าว ไปลงทุนต่อยอดทำธุรกิจ โดยไม่ต้องใช้เงินตัวเอง หรือกู้เงินจากสถาบันการเงิน เพื่อมาลงทุน และไม่ต้องเสียดอกเบี้ย ทำให้ได้ประโยชน์มหาศาล จากการชะลอการจ่ายเงินให้กับ SME
โดยการดำเนินการดังกล่าว พบว่า มีธุรกิจรายใหญ่หลายราย โดยเฉพาะในกลุ่มค้าปลีกค้าส่ง ที่มักจะชำระค่าสินค้าให้ SME เกินกว่าเวลาที่กำหนดไว้ในไกด์ไลน์ หลังจากได้รับสินค้าแล้ว บางรายชะลอการจ่ายเป็น 60 วัน 90 วัน หรือมากสุด 180 วัน ถือว่าไม่เป็นธรรมมาก ส่งผลให้ SME ขาดสภาพคล่องอย่างหนัก บางรายธุรกิจไปไม่รอด เพราะขาดเงินทุนหมุนเวียน
สำหรับการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (สำนักงาน กขค.) ได้เตรียมดัดหลังผู้ประกอบการรายใหญ่ที่เอาเปรียบ โดยจะพิจารณายกระดับประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เรื่อง แนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่เป็นธรรมเกี่ยวกับระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) กรณีผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เป็นผู้ขายสินค้าหรือบริการ (ไกด์ไลน์สินเชื่อทางการค้า) ให้เป็นกฎหมายลำดับรอง
นางวรวรรณ ชิดอรุณ กรรมการในคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) กล่าวว่า การปรับไกด์ไลน์ให้เป็นกฎหมายลำดับรอง จะส่งผลให้ผู้ประกอบการธุรกิจที่ไม่ปฏิบัติตาม จะมีความผิดตามพ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2560 จากปัจจุบัน ที่เป็นเพียงแนวทางการปฏิบัติ หรือไกด์ไลน์ ที่ผู้ประกอบธุรกิจแทบไม่ปฏิบัติตามเลย นับจากที่เริ่มบังคับใช้มาตั้งแต่กลางปี 2564
โดยในการประชุมบอร์ด กขค. วันที่ 17 ส.ค.2569 สำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (สำนักงาน กขค.) เตรียมเสนอให้บอร์ดพิจารณาปรับไกด์ไลน์เป็นกฎหมายลำดับรอง หากบอร์ดเห็นชอบแล้ว จะเปิดประชาพิจารณ์ และคาดว่า จะมีผลใช้บังคับประมาณเดือน ต.ค.2569 ซึ่งหลังบังคับใช้ รายใหญ่จะทำเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว จะมีความผิด และมีโทษตามกฎหมาย
สำหรับสาระสำคัญส่วนอื่น ๆ ในไกด์ไลน์ จะยังคงเหมือนเดิม ทั้งการกำหนดระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) ระหว่างผู้ประกอบธุรกิจรายใหญ่ ซึ่งเป็นคู่ค้ากับ SME ไว้ไม่เกิน 30 วันสำหรับการค้าสินค้าเกษตร และไม่เกิน 45 วันสำหรับภาคการค้า การผลิต และการบริการ , การนับระยะการให้สินเชื่อการค้า ให้นับตั้งแต่วันที่ส่งมอบสินค้าครบตามจำนวน หรือตามอัตราที่ตกลงกันไว้ , ห้ามกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดที่เกี่ยวข้องกับการให้สินเชื่อทางการค้าที่อาจเข้าข่ายเป็นการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม , ห้ามประวิงเวลาจ่ายค่าสินค้าหรือบริการเกินกว่าระยะเวลาที่กำหนดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร , ห้ามกำหนดเงื่อนไขพิเศษที่เกี่ยวข้องกับการให้สินเชื่อการค้า ที่อาจสร้างภาระอันไม่จำเป็นให้แก่คู่สัญญา เป็นต้น
นอกจากนี้ สำนักงาน กขค.จะทำงานเชิงรุกมากขึ้น โดยลงพื้นที่ไปพูดคุยกับภาคธุรกิจ และเกาะติดพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมอย่างใกล้ชิด ไม่รอให้รายเล็กร้องเรียนเข้ามาเพียงอย่างเดียวเหมือนที่ผ่านมา รวมไปถึงกรณีการให้สินเชื่อทางการค้า ก็จำดำเนินการเช่นเดียวกัน จะเกาะติดอย่างใกล้ชิด หากพบพฤติกรรมทางการค้าไม่เป็นธรรม หรือไม่ปฏิบัติตาม จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

