xs
xsm
sm
md
lg

เปิดโปงพฤติกรรมแพลตฟอร์มเรียกรถ-ส่งของ ฟันทุกเม็ด กขค.ชงออกกฎเหล็กปิดช่องเอาเปรียบ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ชำแหละพฤติกรรมเอาเปรียบของแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่ให้บริการเรียกรถโดยสารผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Ride-hailing) และบริการจัดส่งออนดีมานด์ หรือพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ บริการเรียกรถ ส่งของ ที่มีการใช้พฤติกรรมทางการค้าและการใช้อำนาจเหนือตลาดที่ไม่เป็นธรรม เอาเปรียบทั้งไรเดอร์ เอาเปรียบทั้งผู้ขับแท็กซี่ และเอาเปรียบผู้บริโภค จนเกิดข้อเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐเข้ามาจัดการกับปัญหา และช่วยบรรเทาความเดือดร้อน แต่ที่ผ่านมา หน่วยงานรัฐกลับโยนกันไป โยนกันมา จนหาเจ้าภาพที่ชัดเจนไม่ได้ ทำให้ปัญหายังค้างเติ่ง คนเดือดร้อน ก็ยังเดือดร้อนต่อไป

แต่ในที่สุด คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ได้ยื่นมือเข้ามาช่วย โดยดูว่า จุดไหนที่ยังไม่มีเจ้าภาพดูแล ก็จะเข้าไปอุดช่องว่างตรงนั้น และจุดไหนสามารถใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2560 เข้าไปบริหารจัดการ เพื่อดูแลทุกภาคส่วนให้อยู่ร่วมกันได้ มีการทำธุรกิจอย่างเป็นธรรม ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ

พร้อมกันนี้ ได้ทำการวิเคราะห์ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น พบว่า ที่ผ่านมา ได้มีไรเดอร์ไทยจับมือกับ 13 ประเทศ นัดปิดแอปประท้วง (Global Switch Off) เพื่อคัดค้านการปิดระบบไรเดอร์อย่างไม่เป็นธรรม ขาดความโปร่งใส และทำให้สูญเสียรายได้ทันทีทันใด โดยเรียกร้องให้แพลตฟอร์มเรียกรถ ห้ามปิดระบบอย่างไม่เป็นธรรม สิทธิ์ในการเข้าถึงความโปร่งใสของข้อมูลอัลกอริทึมที่ใช้ในการจัดสรรงาน โครงสร้างราคา ค่าธรรมเนียม และค่าตอบแทนที่เป็นธรรมและโปร่งใสมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ขอให้แพลตฟอร์มชี้แจงเรื่องการควบคุมและบิดเบือนผ่านระบบอัลกอริทึม ในเรื่องการพักงานชั่วคราว ผลกระทบจากข้อร้องเรียนของลูกค้าที่เกิดจากงานพ่วง ค่ารอบมาจากงานพ่วง และระบบงานพ่วง ที่ทำให้เกิดความล่าช้าและผลกระทบต่อคะแนน รวมทั้งการควบคุมสถานการณ์การทำงานระบบ เช่น พักรับงานชั่วคราว 10 นาที สะท้อนการใช้เทคโนโลยีในการควบคุมผู้ให้บริการ รวมทั้งแพลตฟอร์มมักบังคับรับงานหลายจุดพร้อมกัน และค่ารอบสำหรับจุดหมายต่อไปมีเกณฑ์คำนวณขั้นต่ำที่ลดลง ทำให้ผู้ให้บริการได้รับค่าตอบแทนไม่สอดคล้องกับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น

ไม่เพียงแค่นั้น โครงสร้างราคา ค่าธรรมเนียม และค่าตอบแทนที่ไม่เป็นธรรม โดยพบว่า แพลตฟอร์มปรับลดค่ารอบของไรเดอร์ลงกว่าครึ่ง จากเฉลี่ย 9-10 บาท/กิโลเมตร (กม.) เหลือเพียง 3-5 บาท/กม. และยังลดลงเรื่อย ๆ ขณะที่ต้นทุนของไรเดอร์ที่ต้องแบกเอง อาทิ ค่าน้ำมัน ค่าโทรศัพท์ ค่าเสื่อมสภาพรถยนต์ ความเสี่ยงสินค้าเสียหายหรืออุบัติเหตุ สะท้อนโครงสร้างการกระจายรายได้และต้นทุนที่ไม่เป็นธรรม

นอกจากนี้ ยังพบมีกลุ่มกลุ่มแท็กซี่และสมาคมไรเดอร์ ยื่นหนังสือเรียกร้องต่อรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม ให้บังคับใช้กฎหมายกับแพลตฟอร์มอย่างจริงจัง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการแข่งขัน เพราะการใช้รถส่วนบุคคล (ป้ายดำ) ที่ไม่มีต้นทุนทางกฎหมายมารับงาน ทำให้แพลตฟอร์มได้เปรียบด้านต้นทุน สามารถลดราคา ดึงดูดผู้โดยสาร และคนขับได้มากกว่า เกิดเป็นการแข่งขันไม่เป็นธรรม (Unfair Competition) เพราะไม่ได้แบกรับต้นทุนทางการปฏิบัติตามกฎหมาย

โดยต้นทุนที่กลุ่มแท็กซี่ ต้องแบกรับ คือ ต้องมีใบขับขี่สาธารณะ ตรวจประวัติอาชญากรรม ป้ายรถ ก็มีราคา แต่ผู้ขับรถที่รับงานผ่านแพลตฟอร์ม ไม่มีการกำหนดให้ต้องมีใบขับขี่สาธารณะ ต้องตรวจประวัติอาชญากรรม หรือป้ายรถยนต์ ทั้ง ๆ ที่ควรจะเป็นเรื่องบังคับ แต่แพลตฟอร์ม ก็ไม่บังคับ และกรณีเกิดปัญหากับผู้บริโภค ก็ไม่สามารถติดตามตัวได้ เพราะแพลตฟอร์มไม่รู้ว่าคนขับบ้านอยู่ไหน ซึ่งถือว่าไม่เป็นธรรมในเรื่องการแข่งขัน ส่วนเรื่องการตลาด เช่น การรับคนที่สนามบิน ไม่ได้อยู่ภายใต้กฎเดียวกัน แท็กซี่ต้องจ่ายค่าสัมปทาน ค่าธรรมเนียมจัดคิว แต่ผู้ขับขี่ผ่านแพลตฟอร์มสามารถรับผู้โดยสารได้โดยตรง และหลบเลี่ยงต้นทุนเหล่านี้ หากปล่อยไว้ระยะยาว ผู้ประกอบการเดิมจะถูกบีบให้ออกจากตลาด และอาจนำไปสู่การที่แพลตฟอร์มมีอำนาจเหนือตลาดในที่สุด

นางวรวรรณ ชิตอรุณ กรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะอนุกรรมการกำหนดแนวทางและแผนปฏิบัติการเกี่ยวกับสภาพการแข่งขันในตลาดเรียกรถโดยสารบนแพลตฟอร์ม (Ride-hailing) ครั้งที่ 1/2569 ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบหลักการ “ข้อกำหนดมาตรฐานการให้บริการในระบบนิเวศแพลตฟอร์มดิจิทัลบริการเรียกรถโดยสาร และบริการจัดส่งออนดีมานด์” โดยจะเปิดรับฟังความคิดเห็นตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ส.ค.2569 ที่เว็บไซต์ www.tcct.or.th หรือทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ hearing@tcct.or.th โดยจะนำความเห็นที่ได้รับมาพัฒนาหลักเกณฑ์และกฎระเบียบ เพื่อยกระดับการกำกับดูแลตลาดธุรกิจบริการเรียกรถโดยสารผ่านแอปพลิเคชัน และบริการจัดส่งออนดีมานด์ของไทย ให้มีการแข่งขันที่เป็นธรรม โปร่งใส และคำนึงถึงสวัสดิภาพทั้งผู้ให้บริการและผู้บริโภค โดยคาดว่าจะสามารถประกาศใช้ได้ภายในสิ้นเดือน ก.ย.2569

สำหรับสาเหตุที่ต้องเข้ามากำกับดูแลแพลตฟอร์มดังกล่าว เนื่องจากหลังสถานการณ์โควิด-19 ธุรกิจ Food Delivery เติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารหรือผู้ขับรถรับส่งอาหาร (ไรเดอร์) ต่างก็ประสบปัญหากับผู้ให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์มรับและส่งอาหาร ทำให้ปลายปี 2563 กขค. ได้ออกประกาศ กขค. เรื่อง แนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบธุรกิจให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์มรับและส่งอาหารกับผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร (ไกด์ไลน์ Food Delivery) เพื่อกำกับดูแลตลาดธุรกิจ Food Delivery

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ประกาศดังกล่าวมีผลบังคับใช้จนถึงปัจจุบัน (ธ.ค.2563-ส.ค.2569) สำนักงาน กขค. ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มรับและส่งอาหาร รวม 17 เรื่อง และยังคงมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับขนาดของตลาดธุรกิจ Food Delivery ที่เติบโตอย่างรวดเร็วตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

ขณะเดียวกัน ตลาดธุรกิจบริการเรียกรถโดยสารผ่านแอปพลิเคชัน (Ride-hailing) ในประเทศไทยก็เติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน โดยมีมูลค่าตลาดในปี 2568 ราว 45,000 ล้านบาท และคาดว่าจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมากกว่า 49,000 ล้านบาท ภายในปี 2572 ซึ่งปัจจุบันตัวเลขจำนวนไรเดอร์ที่อยู่ในตลาดธุรกิจบริการเรียกรถโดยสารผ่านแอปพลิเคชันมีมากกว่า 400,000 ราย สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วในธุรกิจดังกล่าว

ไม่เพียงแค่นั้น ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ตลาดธุรกิจบริการเรียกรถโดยสารผ่านแอปพลิเคชันและบริการจัดส่งออนดีมานด์ อาทิ Food Delivery ในไทยเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง หลังผู้ให้บริการรายใหญ่บางรายยุติกิจการในไทย ทำให้สภาพตลาดกระจุกตัวสูง โดยมีผู้เล่นรายใหญ่เพียงสองราย (Duopoly) ทั้งยังพบประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อการแข่งขันในตลาดธุรกิจบริการเรียกรถโดยสารผ่านแอปพลิเคชัน และบริการจัดส่งออนดีมานด์ เช่น โครงสร้างค่าธรรมเนียม (GP) ที่ไม่เป็นธรรม ปัญหาระบบอัลกอริทึม เช่น การบังคับใช้ระบบพ่วงงาน (Batching) ที่บังคับให้ไรเดอร์รับงานสองร้านและส่งสองที่พร้อมกัน แต่กลับปรับลดค่ารอบลง ปัญหาระบบจัดลำดับงานที่เอื้อไรเดอร์ระดับสูง ปัญหาความคลาดเคลื่อนของระบบ GPS ที่ทำให้ระยะทางไม่ตรงกับความเป็นจริง และการใช้ Dark Patterns ทำให้ผู้ใช้งานเข้าใจผิด และยังพบความเหลื่อมล้ำด้านต้นทุนระหว่างแท็กซี่สาธารณะที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเข้มงวดกับรถส่วนบุคคลที่นำมาให้บริการผ่านแพลตฟอร์ม จนอาจก่อให้เกิดสนามแข่งขันที่ไม่เท่าเทียม

“กขค. ได้เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว ประกอบกับไกด์ไลน์ Food Delivery ที่เคยออกประกาศใช้เมื่อปลายปี 2563 ยังไม่ครอบคลุมถึงธุรกิจบริการเรียกรถโดยสารผ่านแอปพลิเคชันและบริการจัดส่งออนดีมานด์ จึงเห็นควรให้จัดทำข้อกำหนดมาตรฐานการให้บริการในระบบนิเวศแพลตฟอร์มดิจิทัลบริการเรียกรถโดยสาร และบริการจัดส่งออนดีมานด์ เพื่อกำกับดูแลการประกอบธุรกิจให้ครอบคลุมทั้งธุรกิจบริการเรียกรถโดยสารผ่านแอปพลิเคชัน และบริการจัดส่งออนดีมานด์ (ทั้งบริการรับส่งของและรับส่งอาหาร)”นางวรวรรณกล่าว

สำหรับหลักเกณฑ์เพื่อกำกับดูแลผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม อาทิ การเรียกเก็บ GP ค่าโฆษณา และค่า Promotion ที่ไม่เป็นธรรม การกำหนดเงื่อนไขจำกัดสิทธิ (Exclusive Dealing) และบังคับราคาเท่ากันทุกช่องทาง (Rate Parity) การออกแบบการใช้งานของแพลตฟอร์มไม่โปร่งใส จนทำให้ผู้ใช้งานส่งคำสั่งไปโดยเข้าใจผิด (Deceptive Patterns/ Dark Patterns) การจัดลำดับหรือแสดงบริการของแพลตฟอร์มตนเองก่อน (Self-preferencing) ควบคู่กับการกำหนดมาตรฐานที่แพลตฟอร์มต้องปฏิบัติ ได้แก่ มาตรฐานความปลอดภัยของยานพาหนะและไรเดอร์ การตรวจสอบยืนยันตัวตนผู้ให้บริการ การเปิดเผยข้อมูลบริการอย่างโปร่งใส และการจัดเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์เพื่อประโยชน์ในการบังคับใช้กฎหมาย