ศาลมีนบุรีร้าง โครงการ 782 ล้านส่อฮั้วประมูล กลายเป็นซากคอนกรีตภาษีประชาชน ขณะที่ศาลยุติธรรมแจงเลิกสัญญาผู้รับเหมาเหตุขาดสภาพคล่อง ยืนยันกระบวนการจัดจ้างโปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
โครงการก่อสร้างอาคารศาลแพ่งและศาลอาญามีนบุรี วงเงินสัญญากว่า 782 ล้านบาท กำลังถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใส ตั้งแต่กระบวนการประกวดราคาไปจนถึงการบริหารสัญญา หลังเพจ CSI LA เผยแพร่ข้อมูลจากผู้ร้องซึ่งอ้างเป็นข้าราชการศาลยุติธรรม ตั้งข้อสงสัยถึงการเอื้อประโยชน์ในการประมูล การเข้าพื้นที่ก่อสร้างก่อนกระบวนการ e-bidding แล้วเสร็จ รวมถึงการปล่อยให้โครงการหยุดชะงัก ขณะที่สำนักงานศาลยุติธรรมออกมาชี้แจงว่า การจัดซื้อจัดจ้างดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่ยอมรับว่าโครงการประสบปัญหาความล่าช้าอย่างหนัก จนต้องบอกเลิกสัญญาและอยู่ระหว่างประเมินความเสียหาย
ในเรื่องนี้ เพจ CSI LA โพสต์ข้อความ ระบุว่า เอกสารหลุดข้าราชการศาลแฉบิ๊กศาลยุติธรรม ส่อฮั้วประมูลกับChina Railway 10-ทิ้งงานสร้างศาลมีนบุรี 782 ล้าน กลายเป็นซากคอนกรีตภาษีประชาชน
เพจได้รับหนังสือร้องเรียนจากข้าราชการศาลยุติธรรม ร้องตรวจสอบโครงการก่อสร้างอาคารศาลแพ่ง-ศาลอาญามีนบุรี ถนนสุวินทวงศ์ (งบประมาณ 950 ล้าน สัญญา 782 ล้านบาท)
ส่อฮั้วประมูล: อ้างผู้รับเหมา JV (อัครดวงแก้วฯ + China Railway No.10) เข้าทำงานล่วงหน้า 4 เดือนก่อนจบ e-Bidding
ทิ้งงานกลายเป็นซากร้าง: สัญญาเริ่มปี 65 สิ้นสุดปี 69 แต่งานคืบหน้าไม่ถึง 10% เบิกจ่ายไป 9.2% แล้วหยุดงานทิ้งร้างกว่า 1 ปี
ละเว้นไม่เอาผิด: ไม่ส่งหนังสือเตือนผิดสัญญา ไม่คิดค่าปรับล่าช้า
ปิดปากคนใน: สั่งห้ามข้าราชการ-ผู้พิพากษาให้ข้อมูลภายนอก ขู่ลงโทษวินัย ขณะที่ผู้ถูกร้องยังได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น คนในศาลทนไม่ไหว ร้องสื่อและสังคมช่วยขุดเส้นทางการเงิน ทวงคืนภาษีประชาชน
ด้าน เพจสื่อศาล ของสำนักงานศาลยุติธรรม โพสต์ข้อความชี้แจงว่า โครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลแพ่งมีนบุรีพร้อมบ้านพักและสิ่งก่อสร้างประกอบ ได้รับงบประมาณตาม พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 จำนวน 950 ล้านบาท โดยคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมเห็นชอบแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่สำนักงบประมาณกำหนด
สำนักงานศาลยุติธรรมทำสัญญาจ้างกิจการร่วมค้า เอ ซี คอนสตรัคชั่น เป็นผู้รับจ้างก่อสร้าง เป็นเงิน 782 ล้านบาทเศษ ตามสัญญาฉบับลงวันที่ 5 เมษายน 2565 โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการ ตรวจรับพัสดุตามระเบียบ
ทั้งนี้ ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง ปรากฏข้อเท็จจริงต่อมาว่า ผู้รับจ้างส่งมอบงานเพียง 16 งวด จากทั้งหมด 44 งวดงาน เป็นเงิน 123 ล้านบาทเศษ ผู้รับจ้างดำเนินงานก่อสร้างล่าช้าอย่างต่อเนื่อง โดย ณ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 (ก่อนสิ้นสุดสัญญา 2 วัน) ผู้รับจ้างมีผลการดำเนินงานสะสมเพียง 33.28% ความล่าช้าเกิดจากผู้รับจ้างขาดสภาพคล่องทางการเงิน ไม่มีช่างระบบและช่างฝีมือในการทำงาน วัสดุอุปกรณ์ในการทำงานมีไม่เพียงพอ
อีกทั้งไม่ปฏิบัติตามกฎหมายควบคุมงานก่อสร้างและถือเป็นการ ไม่ปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งผู้ควบคุมงานก่อสร้างและคณะกรรมการตรวจรับพัสดุได้แจ้งให้ผู้รับจ้างแก้ไข ให้ถูกต้อง แต่ผู้รับจ้างไม่ดำเนินการ คณะกรรมการตรวจรับพัสดุมีมติให้บอกเลิกสัญญา ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงความความก้าวหน้าของงานและระยะเวลาการก่อสร้างตามที่กำหนดในสัญญาประกอบกับพฤติกรรมดังกล่าวของผู้รับจ้างแล้วเป็นเหตุให้เชื่อได้ว่าผู้รับจ้างไม่สามารถท้างานให้แล้วเสร็จได้ภายในระยะเวลา ที่กำหนด ต่อมาวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 สำนักงานศาลยุติธรรมจึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและสงวนสิทธิ์ การเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้รับจ้าง ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการประเมินความเสียหาย
การดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการดังกล่าวของสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นไปอย่างถูกต้อง ตามขั้นตอนของกฎหมาย ซึ่งสำนักงานศาลยุติธรรมยึดมั่นในการใช้จ่ายงบประมาณด้วยความโปร่งใส และมีกระบวนการเบิกจ่ายงบประมาณที่สามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอนตามระเบียบและหลักเกณฑ์ ที่กำหนดไว้
สำหรับนายธีรทัย เจริญวงศ์ รับตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 ส่วนนายรุ่งศักดิ์ วงศ์กระสันต์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ซึ่งเคยเป็นกรรมการตุลาการ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการดังกล่าว ทั้งนี้ นายธีรทัย ครบวาระการดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงาน ศาลยุติธรรม วันที่ 30 กันยายน 2569 ซึ่งคณะกรรมการตุลาการมีมติให้รับโอนกลับไปเป็นข้าราชการตุลาการ ส่วนนายรุ่งศักดิ์ คณะกรรมการตุลาการมีมติให้เลื่อนไปดำรงตำแหน่งประธานแผนกคดียาเสพติด ในศาลฎีกา ซึ่งเป็นการรับโอนและเลื่อนตำแหน่งตามวาระและตามลำดับอาวุโส

