xs
xsm
sm
md
lg

มะกันซุกขยะใต้พรม! อัด 4 พันล้านอุ้มตราสารหนี้ “คิโยซากิ” ฉะเล่ห์พิมพ์เงินมอมตลาด ดอลลาร์ร่วงระส่ำ-ทุนใหญ่แห่ซุกบิทคอยน์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ขยับเพดานซื้อคืนพันธบัตรเป็น 4,000 ล้านดอลลาร์ต่อรอบ อ้างเพิ่มสภาพคล่อง แต่นักลงทุนอ่านเกมออกว่าเป็น "คิวอีภาคพิศดาร" ดันผลตอบแทนพันธบัตร 30 ปีพุ่งกระฉูดรอบ 20 ปี ขณะที่ดอลลาร์ถูกเทขายดิ่งเหวทุบสถิติต่ำสุดในรอบ 3 เดือน "โรเบิร์ต คิโยซากิ" ออกโรงสับเละนโยบายปาหี่ทางการเงิน ฉะแหลกเป็นการพิมพ์เงินอัดฉีดเร่งไฟเงินเฟ้อ ย้ำชัด "ผู้ถือเงินสดคือเหยื่อสังเวยความมั่งคั่ง" แนะนักลงทุนสถาบันเร่งโยกทุนซุก "บิทคอยน์-ทองคำ" รับมือระบบการเงินดั้งเดิมโคม่าคาหนี้ 40 ล้านล้านดอลลาร์

ปาหี่การเงินคลังสหรัฐฯ พกยาพารามาแก้โรคเรื้อรัง

กระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกาประกาศขยายเพดานการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว (อายุ 10 ถึง 30 ปี) จากระดับ 2 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มเป็นอย่างน้อย 4 พันล้านดอลลาร์ต่อการประมูล โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2569 เป็นต้นไป แม้เจ้าหน้าที่ระดับสูงจะพยายามออกมาโต้ข่าวน้ำใสใจจริงว่า มาตรการนี้เป็นเพียงเทคนิคการบริหารสภาพคล่อง ไม่ใช่การทำมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ Quantitative Easing (QE) แต่อย่างใด ทว่าในสายตาของนักวิเคราะห์เศรษฐกิจและตลาดการเงินระดับโลก ความเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่ต่างอะไรกับการ "ซุกขยะไว้ใต้พรม" เพื่อพยุงตลาดตราสารหนี้ที่กำลังเผชิญวิกฤตสภาพคล่องตึงตัวอย่างหนัก

คำอธิบายของรัฐบาลสหรัฐฯ กลายเป็นเพียงวาทกรรมปลอบใจตลาดยามไร้ทางออก เพราะในทางปฏิบัติ การที่กระทรวงการคลังรับซื้อพันธบัตรของตัวเองคืนในปริมาณมหาศาล ย่อมหมายถึงการสูบฉีดสภาพคล่องกลับเข้าระบบอย่างแนบเนียน ซึ่งไม่ต่างจากการดำเนินนโยบาย QE ทางประตูหลังแต่อย่างใด

ตลาดทุนตอบรับด้วยความระแวง "ดอลลาร์เสื่อมค่า-ยีลด์บอนด์พุ่งกระฉูด"

ปฏิกิริยาจากตลาดทุนสะท้อนความจริงอย่างตรงไปตรงมาและไร้ความปรานี ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ดีดตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปีในเวลาอันสั้น สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มเรียกร้อง "ผลตอบแทนความเสี่ยง" (Risk Premium) ที่สูงขึ้นเพื่อถือครองหนี้สินของรัฐบาลสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY) ดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดในรอบ 3 เดือน ส่งสัญญาณชัดเจนว่าเงินทุนระดับโลกกำลังหลบหลีกจากสกุลเงินหลักที่กำลังถูกด้อยค่าลงเรื่อยๆ

ปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงรอยแตกร้าวในความเชื่อมั่น ต่อให้ทางการสหรัฐฯ จะอ้างว่ามีเพียงธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เท่านั้นที่ขยายฐานเงินได้จริง แต่ทางปฏิบัติของกระทรวงการคลังกำลังส่งผลกระทบสอดรับกับการเจือจางมูลค่าของเงินดอลลาร์ในตลาดอย่างเลี่ยงไม่ได้

“คิโยซากิ” สับเละเล่ห์กล ปอกลอกคนออมเงินสดไปไถ่บาปหนี้รัฐ

โรเบิร์ต คิโยซากิ (Robert Kiyosaki) นักลงทุนและผู้เขียนหนังสือเบสต์เซลดอร์ พ่อรวยสอนลูก” ออกมาโพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X วิจารณ์นโยบายล่าสุดของคลังสหรัฐฯ อย่างดุเดือด โดยระบุว่านี่คือการ "พิมพ์เงินอัดฉีดมอมเมาตลาด" โดยคิโยซากิชี้ว่าการแทรกแซงตลาดตราสารหนี้เช่นนี้ จะกลายเป็นตัวเร่งให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงในอนาคตอันใกล้

คำวิจารณ์ของคิโยซากิสะท้อนมุมมองที่ว่า "กลุ่มคนที่ตั้งหน้าตั้งตาออมเงินสด จะกลายเป็นผู้สูญเสียความมั่งคั่งมากที่สุด" เนื่องจากอำนาจการซื้อของเงินเฟียต (Fiat Currency) กำลังถูกทำลายลงด้วยน้ำมือของนโยบายรัฐ การออมเงินสดในระบบการเงินปัจจุบันจึงไม่ต่างจากการถือครองสินทรัพย์ที่นับถอยหลังสู่ความไร้ค่า

ชู "บิทคอยน์-ทองคำ" เกราะคุ้มกันยุคเงินเฟียตตกต่ำ

เมื่อระบบการเงินแบบดั้งเดิมเริ่มเผยจุดอ่อน นักลงทุนสถาบันและทุนใหญ่ระดับโลกจึงเริ่มย้ายฐานการลงทุนเข้าสู่สินทรัพย์ที่มีอุปทานจำกัดและไม่สามารถถูกพิมพ์เพิ่มได้ตามใจชอบ คิโยซากิย้ำเตือนให้นักลงทุนเร่งสะสม บิทคอยน์ (Bitcoin), ทองคำ, โลหะเงิน และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นกลุ่มสินทรัพย์ที่จะได้ประโยชน์เต็มเปี่ยมเมื่อสกุลเงินหลักของโลกเสื่อมค่าลง ตัวเลขความเคลื่อนไหวของเม็ดเงินในตลาดคริปโตและทองคำล่าสุด สอดคล้องกับพฤติกรรมของ Smart Money ที่กำลังสร้างเกราะป้องกันตนเองจากวิกฤตเงินเฟ้อรอบใหม่

อย่างไรก็ตามภาพใหญ่ที่ภาคธุรกิจและนักลงทุนไทยต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด คือปัญหาหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่พุ่งทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งกำลังกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ของระบบการเงินโลก หากการประมูลพันธบัตรสหรัฐฯ ในรอบถัดๆ ไปยังคงต้องพึ่งพาการอัดฉีดงบซื้อคืนเพิ่มขึ้น นั่นจะเป็นสัญญาณเตือนขั้นสุดท้ายว่า สภาพคล่องของสหรัฐฯ กำลังเข้าขั้นโคม่า และกระแสทุนไหลเข้าสู่บิทคอยน์รวมถึงสินทรัพย์ทางเลือก จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมหาศาลชนิดที่ไม่มีใครหมุนเวลากลับได้อีกต่อไป