xs
xsm
sm
md
lg

รัฐบาลอนุทินร่อแร่ ประชาชนฟันธง "ไม่รอดแน่"

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



“รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล” กำลังอยู่ในช่วงถดถอยสุดๆ ทั้งเรื่องทุจริต และคดีความทางการเมือง ถึงขนาด “นิด้าโพล” เอามาเปิดประเด็นสำรวจความเห็นของประชาชน ว่าจะตรงกับกระแสในตอนนี้หรือไม่ โดยตั้งหัวข้อแบบฟันธงว่า “ปัญหามากมาย จะรอดไหมเนี่ย”!

ผลปรากฏว่า ประชาชนกว่า ร้อยละ 37 บอกอย่างมั่นใจว่า “ไปไม่รอด”
เมื่อไปดูรายละเอียดของผลโพล ก็พบว่า 3 อันดับแรก ที่เป็นปมปัญหาสั่นคลอนเก้าอี้นายกฯ คือ
อันดับ 1 (ร้อยละ 62.75) บอกเรื่องการทุจริตการสอบเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น , อันดับ 2 (ร้อยละ 55.88) กรณีการถูกกล่าวหา คดีฮั้วเลือก สว. และ อันดับ 3 (ร้อยละ 42.29) การถูก สส. ฝ่ายค้าน และฝ่ายตรวจสอบรุกหนักในคดีที่ดินเขากระโดง

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ และข้อพิพาทต่างประเทศ ทั้งความผันผวนของราคาพลังงาน (37.33%), ประเด็นความขัดแย้งไทย-กัมพูชา (33.36%), แผนกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ตามพ.ร.ก. (28.78%) ตลอดจนหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และการตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport โดยมีเพียง ร้อยละ 5.34 เท่านั้น ที่เห็นว่าไม่มีประเด็นใดน่ากลัวถึงขั้นสั่นคลอนรัฐบาลได้
นี่บังเอิญว่า แบบสอบถามของนิด้าโพล ไม่ได้หยิบยกเรื่อง การรุกคืบของทุนจีน จีนเทา และปัญหาความกร่างของชาวยิว หรือ ชาวอิสราเอล ที่พยายามเข้ามายึด มาตั้งรกรากบนแผ่นดินไทย มาถามความเห็น
มิเช่นนั้นแล้ว เปอร์เซนต์ความไม่พอใจของประชาชน ที่จะมีผลถึงเก้าอี้นายกฯ อาจมากกว่าเรื่องการทุจริตสอบเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ก็เป็นได้ เพราะขณะนี้ประชาชนคนไทยตื่นตัวกับเรื่องนี้มาก แต่รัฐบาลกลับไม่ได้แก้ปัญหาอย่างจริงจัง ห่วงแต่ว่าจะกระทบการท่องเที่ยว การลงทุน
ส่วนความเห็นในด้านความสามารถในการรับมือกับปัญหา ประชาชน ร้อยละ 39.69 เชื่อว่า รัฐบาลจะรับมือได้เพียงแค่ "บางประเด็น"เท่านั้น ขณะที่ ร้อยละ 31.99 มองว่าจะ "ไม่สามารถรับมือได้เลย"


เมื่อถามถึงบทสรุปความอยู่รอดของ “รัฐบาลอนุทิน” ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 37.86 ประเมินตรงกันว่า "ไม่รอดแน่ๆ" ขณะที่ ร้อยละ 26.03 มองว่า "รอด แต่จะบอบช้ำมาก" มีเพียง ร้อยละ 17.71 เท่านั้นที่เชื่อมั่นว่าจะ "รอดแบบสบายๆ"

อย่างไรก็ตาม แม้ผลโพลจะให้น้ำหนักเรื่องการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น แต่เรื่อง “ฮั้ว สว.”ก็กำลังเดินเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หลังกกต.วางกรอบว่า จะพยายามดำเนินการให้เรื่องแล้วเสร็จภายในเดือนนี้ ทำให้ทุกสายตาจับจ้องไปที่ท่าทีของ กกต. ว่าสุดท้ายแล้วจะมีมติอย่างไร และจะเดินหน้าส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา หรือไม่

เรื่องนี้มีคนวิพากวิจารณ์กันหลากหลาย หนึ่งในนั้นคือ “ลอย ชุนพงษ์ทอง” นักคณิตศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญดาราศาสตร์คำนวณ และ ยูทูบเบอร์ ผู้ก่อตั้ง Loy Academy ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “ผมกางรัฐธรรมนูญให้ดู แค่สงสัย กกต.ก็ต้องส่งศาลฎีกา ไม่มีสิทธิ์ไม่ส่งสำนวนต่อศาลฎีกา นะครับ คือไม่ส่ง ก็ติดคุกแน่นอน รัฐธรรมนูญเขียนไว้ ตุลาการก็ยังไม่มีสิทธิ์แถครับ”

“ลอย” ระบุว่าประเด็นสำคัญของมาตรา 226 กกต. มี“หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า”ผู้สมัครกระทำการทุจริต หรือ รู้เห็นกับการกระทำอันไม่สุจริต และเที่ยงธรรม เมื่อประกาศผลไปแล้ว กกต.จะไม่มีอำนาจสั่งเพิกถอนสิทธิด้วยตนเอง แต่มีหน้าที่ต้อง “ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา” เพื่อให้ศาลเป็นผู้พิจารณา และมีคำพิพากษาสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบดำ/ใบแดง) ในชั้นนี้ กกต. จะต้องรวบรวมพยานหลักฐาน หากไต่สวนแล้วเห็นว่ามีมูล ตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด กกต.จำเป็นต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาชี้ขาด ตามช่องทางของรัฐธรรมนูญ

หาก กกต. พบพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักชัดเจนตามองค์ประกอบกฎหมายแล้วไม่ดำเนินการส่งศาล หรือจงใจละเลย อาจเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามกฎหมายอาญา แต่หากเป็นการพิจารณาพยานหลักฐานในชั้นต้น แล้วเห็นว่าไม่มีมูลเพียงพอ กกต.ก็สามารถมีมติยกคำร้องได้ตามกระบวนการไต่สวนภายใน

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง เกมการเมืองในสภา ก็เริ่มขยับอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากจะมีการเปิดสมัยประชุมสภาอีกครั้ง ในวันที่ 25 สิงหาคม นี้ และ ฝ่ายค้านก็ประกาศแล้วว่าจะมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแน่นอน

เมื่อหลากหลายปัญหาสุมประดัง ก็มีโอกาสสูง ที่รัฐบาลจะพังในการอภิปรายครั้งนี้