กกต.นัดชี้ชะตาคดีฮั้ว ส.ว. 28 สิงหาคมนี้ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์เดือดถล่มเลขาฯ แสวง อย่ามั่วข้อกฎหมาย ชี้บทลงโทษชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ต้องตั้งหลักใหม่เพื่อช่วยใคร
คดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภาเดินทางมาถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เตรียมขานมติในวันที่ 28 สิงหาคมนี้ หลังผ่านการพิจารณาสำนวนไปแล้ว และเปิดทางให้กรรมการแต่ละคนกลับไปกลั่นกรองข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และข้อสังเกตต่าง ๆ เพื่อจัดทำความเห็นของตัวเอง ก่อนกลับมาลงมติชี้ขาดเป็นรายบุคคล ท่ามกลางความเห็นที่แตกต่างกันในกระบวนการพิจารณาที่ผ่านมา ซึ่งอาจนำไปสู่บทสรุปสำคัญของคดีที่มีผู้ถูกกล่าวหาถึง 229 คน
ทั้งนี้ มีรายงานว่าการประชุม กกต.เมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้พิจารณาสำนวนคดีฮั้วเลือก สว. เสร็จสิ้นแล้ว และกำหนดให้กกต.กลับไปพิจารณาในข้อกฎหมายให้ครบถ้วนก่อนที่จะกลับมาพิจารณาอีกครั้งเพื่อลงมติในการประชุมวันที่ 28 สิงหาคม เวลา 13.00 น. สำหรับข้อหาที่กกต.ได้ตั้งไว้มีด้วยกันรวม 7 ข้อหา ซึ่งเกี่ยวข้องกับความผิดตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว.และมาด้วยกันได้มาซึ่งสว
1. กรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็นสว.ตามมาตรา76 วรรคหนึ่ง หรือไม่ 2.ผู้สมัครยินยอมให้ กรรมการบริหารพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง ส.ส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็นสว. ตามมาตรา76 วรรคสอง หรือไม่ 3.ผู้สมัครไม่ปฏิบัติตามวิธีการหรือเงื่อนไขที่กกต.กำหนดคือ ระเบียบกกต.ว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา 2567 ที่ออกตามมาตรา 70 และมาตรา 36 หรือไม่
4.มีการจัด ทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจะเตรียมเพื่อให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิ์เลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ตามมาตรา 77 ( 1 )หรือไม่ 5.มีการเลี้ยง หรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ตามมาตรา 77 ( 3 )หรือไม่ 6.มีการเรียกหรือรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อลงสมัครตามมาตรา79 หรือไม่ และ7.ผู้มีสิทธิเลือกเรียก รับ หรือยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเพื่อเลือกหรืองดเว้นไม่เลือกผู้ใด ตามมาตรา 81 หรือไม่ โดยการลงมติของกกต.จะเป็นการลงมติผู้ที่ถูกกล่าวหาเป็นรายบุคคล
ด้าน นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โต้แย้ง กรณีที่นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงหลักเกณฑ์และข้อกฎหมายเกี่ยวกับการส่งเรื่องกรณีข้อร้องเรียนการสมยอมกันเลือก สว. หรือฮั้วสว. ไปยังศาลฎีกา โดยระบุว่า นายแสวง บอกว่า ฮั้ว สว. ถ้าต้องส่งศาลฎีกา ต้องไปตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 226 และต้องเข้าองค์ประกอบ 3 ข้อ คือ 1.ต้องเป็นการกระทำของผู้สมัครรับเลือก เท่านั้น ที่ทำการทุจริต 2.ต้องเป็นการทำทุจริตเพื่อให้เลือกตัวเอง เท่านั้น และ3. มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
นายสาทิตย์ ระบุว่า ถ้าครบ 3 องค์ ถึงศาลฎีกา ตาม รธน. 226 ใช่เหรอครับ ผมว่า ไม่ใช่ นี่มั่วแล้ว 226 วรรคหนึ่ง เขียนว่า “มาตรา 226 เมื่อมีการดําเนินการตามมาตรา 225 หรือภายหลังการประกาศผลการเลือกตั้ง หรือการเลือกแล้ว มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือผู้สมัครรับเลือกผู้ใดกระทําการทุจริต ในการเลือกตั้งหรือการเลือกหรือรู้เห็นกับการกระทําของบุคคลอื่น ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคําร้อง ต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น” เขียนเท่านี้ละครับ ไหนองค์ประกอบ 3 ข้อ แค่เขาบอกว่า ผู้สมัครรับเลือก(กรณี สว.) คนไหน ทุจริต หรือ รู้เห็นกับการกระทำคนอื่นที่ทุจริต กกต. ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา จบ!!! ผมว่า แค่นี้เรื่องที่เขาเปิดเผยกันเข้าหมดแล้ว ไม่ต้องให้ท่านมาวางหลักเองครับ
นายสาทิตย์ ระบุต่อว่า แล้วท่านเอา พระราชบัญติ(พ.ร.บ.)ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สว.ไปไว้ไหน มาตรา 76 กำหนดว่ากรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือผู้ดํารงตําแหน่งอื่นใดในพรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ผู้ใดกระทําการ โดยวิธีใดๆ อันเป็นการช่วยเหลือให้ผู้สมัครผู้ใดได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือทําให้ผู้สมัครผู้ใด ไม่ได้รับเลือก ต้องระวางโทษจําคุก ตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น ผู้สมัครใดยินยอมให้กรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือผู้ดํารงตําแหน่งอื่นใดในพรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาท ถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น ไม่ต้องแปลไทยเป็นไทย มันชัดยิ่งกว่าชัด เพราะฉะนั้น อย่ามั่วครับ ต้องชัดเจน อย่าสร้างหลักการใหม่ เหมือนจงใจจะช่วยใครครับ

