ชำแหละความตื้นเขิน เมื่อภราดรเปรียบตัวเองเป็นไอ้ฟัก แต่ลืมไปว่าประชาชนต่างหากคือผู้ถูกกระทำตัวจริง ที่โดนนักการเมืองในคราบครูใหญ่ใช้อำนาจพิพากษาและหักหลังซ้ำแล้วซ้ำเล่า
พลันที่ 'ภราดร ปริศนานันทกุล' รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หยิบยกวรรณกรรมเรื่อง 'คำพิพากษา” ของ 'ชาติ กอบจิตติ' มาเปรียบเทียบกับสถานการณ์ทางการเมืองที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่ พร้อมบอกว่าเมื่อนั่งดูข่าวแล้วนึกถึง “ไอ้ฟัก” ตัวละครสำคัญในเรื่อง ชายหนุ่มที่ “ไม่ได้ทำอะไรแต่ถูกคำพิพากษาจากสังคม” ก็ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาทันทีว่า ภราดรกำลังเปรียบตัวเองเป็น “ไอ้ฟัก” ในเวอร์ชั่น 2026 หรือไม่ โดยเมื่อกลับไปเปิดและอ่าน “คำพิพากษา” อีกครั้ง ก็อดสะดุ้งไม่ได้ เพราะไม่แน่ใจว่ากำลังอ่าน “คำพิพากษา” เล่มเดียวกับที่ภราดรอ่านอยู่หรือไม่
“ฟัก” ในเรื่องเป็นชายหนุ่มธรรมดา ผู้ทำหน้าที่ภารโรงโรงเรียน ใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนชนบทที่ผู้คนต่างรู้จักกันและมองเห็นชีวิตของกันและกัน ก่อนที่ชีวิตจะพลิกผันจากข่าวลือว่าเขามีความสัมพันธ์กับ “สมทรง” หรือ “ม่ายสมทรง” ภรรยาของบิดา ซึ่งเป็นหญิงสาวที่คนในหมู่บ้านมองว่ามีสติไม่สมประกอบและอยู่นอกกรอบจารีตที่สังคมยอมรับ
สิ่งที่ทำให้ฟักกลายเป็น “คนผิด” ไม่ใช่กระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริง แต่เป็นสายตาและคำพูดของคนในชุมชน ข่าวลือค่อยๆ กลายเป็นความจริงในความรับรู้ของผู้คน โดยแทบไม่มีใครตั้งคำถามอย่างจริงจังว่าเรื่องที่พูดต่อๆ กันมานั้นเป็นจริงหรือไม่ ฟักพยายามอดทนกับคำพิพากษาของสังคม โดยเชื่อว่าสักวันหนึ่งความจริงจะปรากฏ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม เพราะไม่มีใครสนใจค้นหาความจริงมากพอที่จะทำให้คำพิพากษานั้นเปลี่ยนแปลง
อีกทั้ง 'ฟัก' ยังถูกหักหลังโดย “ครูใหญ่” บุคคลที่เขาเคยให้ความไว้วางใจ เมื่อเงินที่ฝากไว้ถูกโกง ความสัมพันธ์ระหว่างฟักกับครูใหญ่จึงสะท้อนให้เห็นอีกด้านหนึ่งของเรื่อง นั่นคือความแตกต่างระหว่าง “ความจริง” กับ “อำนาจในการทำให้คนอื่นเชื่อว่าตัวเองพูดความจริง”
'ฟัก' อาจรู้ว่าตัวเองถูกเอาเปรียบ แต่ปัญหาคือเสียงของฟักไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะเอาชนะความน่าเชื่อถือของครูใหญ่ในสายตาของสังคม คนหนึ่งเป็นเพียงชายหนุ่มที่ถูกตราหน้า ส่วนอีกคนเป็นบุคคลที่มีสถานะ มีหน้าที่การงาน และมีความน่าเชื่อถือมากกว่า เมื่อความจริงของคนสองคนไม่ถูกให้น้ำหนักเท่ากัน ความจริงจึงไม่ได้เป็นสิ่งที่ชนะด้วยตัวมันเองเสมอไป
ตรงนี้ต่างหากที่ทำให้ “คำพิพากษา” มีความหมายมากกว่านิยายว่าด้วยการถูกใส่ร้าย เพราะ 'ชาติ กอบจิตติ' ไม่ได้เพียงเล่าเรื่องคนบริสุทธิ์ที่ถูกสังคมเข้าใจผิด แต่กำลังชำแหละให้เห็นกระบวนการที่สังคมสร้าง “ความจริง” ขึ้นมา และเมื่อความเชื่อถูกสร้างขึ้นแล้ว ความจริงอาจไม่มีพลังมากพอที่จะกลับไปแก้ไขความเชื่อนั้น
ดังนั้น หากพิจารณาเฉพาะประเด็นที่ภราดรหยิบขึ้นมาเปรียบเทียบ ก็ต้องยอมรับว่ามีส่วนที่สอดคล้องกัน เพราะภราดรกำลังบอกว่าไม่ต้องการให้สังคมตัดสินจากข้อกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐานยืนยัน และเรียกร้องให้เอาข้อมูลมาต่อสู้กันบนข้อเท็จจริง หลักคิดนี้ไม่ต่างจากเสียงเรียกร้องของฟักที่ต้องการให้ผู้คนมองเขาจากความจริงมากกว่าข่าวลือ
แต่ปัญหาคือ หากอ่านเรื่องทั้งหมดแล้ว การเปรียบตัวเองเป็น “ไอ้ฟัก” อาจเป็นการหยิบเพียงด้านหนึ่งของตัวละครมาใช้ เพราะฟักไม่ได้เป็นนักการเมือง ไม่ได้มีอำนาจรัฐ ไม่ได้มีพื้นที่สื่อ และไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะกำหนดทิศทางของกระบวนการตรวจสอบตัวเองได้ 'ฟัก' เป็นเพียงคนธรรมดาที่ถูกกระบวนการทางสังคมค่อยๆ ลดทอนเสียงของตัวเองจนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้ยืน
ภราดรจึงอาจมีสถานะเป็น “ฟัก” ในความหมายของการถูกกล่าวหาโดยยังเรียกร้องให้มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ภราดรก็แตกต่างจากฟักอย่างสิ้นเชิง เพราะภราดรเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างอำนาจทางการเมือง และมีช่องทางในการชี้แจง โต้แย้ง และต่อสู้กับข้อกล่าวหามากกว่าฟักหลายเท่า
เมื่อเป็นเช่นนี้ คำถามที่น่าสนใจ คือ ใครกันแน่ที่กำลังอยู่ในสถานะของฟัก หรือ 'ประชาชน' ต่างหากที่อาจกำลังอยู่ในสถานะเดียวกับ 'ไอ้ฟัก'
ทั้งนี้ เป็นเพราะประชาชนเลือกนักการเมืองให้มาทำหน้าที่และเป็นปากเสียงเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ภายใต้ความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้ แต่สุดท้ายมักจะถูกนักการเมืองที่เสมือนเป็น 'ครูใหญ่' ตามท้องเรื่อง 'คำพิพากษา' หักหลังอยู่ร่ำไป หลายต่อหลายครั้งนักการเมืองทำลายความไว้วางใจของประชาชนด้วยการใช้อำนาจบิดเบือน เพียงเพราะต้องการรักษาผลประโยชน์ทางการเมืองเอาไว้ พร้อมกับการพยายามสร้างภาพและมายาคติให้ตัวเองดูดีในสายตาของสังคม ทั้งๆที่ความจริงแล้ว ทุกอย่างเป็นไปในทางตรงกันข้าม
ดังนั้น การที่ 'ภราดร' เปรียบตัวเองเป็น 'ไอัฟัก' จึงเป็นการแสดงออกที่ตื้นเขินไปหน่อย และถ้ารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะหาเวลาว่างอีกสักหน่อยแล้วกลับไปอ่าน 'คำพิพากษา' อีกครั้ง นอกจากจะเข้าใจความเป็น 'ไอ้ฟัก' แล้ว น่าจะเข้าใจความเดือดร้อนของประชาชนด้วย

