เปิดนโยบายบุหรี่ปีเกิด เดิมพันเก้าอี้รัฐมนตรี พัฒนา พร้อมพัฒน์ หวังสร้างคนรุ่นใหม่ปลอดนิโคติน แต่ส่อสะดุดโจทย์ใหญ่ ทั้งภาระร้านค้า ตลาดเถื่อนทะลัก และปากท้องชาวไร่ที่รอคำตอบ
“พัฒนา พร้อมพัฒน์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ทายาททางการเมืองของ “สันติ พร้อมพัฒน์” นักการเมืองรุ่นเก่าที่โลดแล่นอยู่ในสนามการเมืองมายาวนาน
แต่โจทย์ของ “พัฒนา” วันนี้ไม่ได้อยู่เพียงในสภาหรือบนเวทีการเมือง หากกำลังอยู่หน้าสมรภูมินโยบายสาธารณสุข เมื่อกระทรวงสาธารณสุขผลักดันแนวคิด Nicotine-Free Generation หรือการกำหนด “ปีเกิด” เพื่อห้ามคนรุ่นใหม่ซื้อบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์นิโคตินอย่างถาวร
แนวคิดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ และไม่ได้มีเพียงประเทศไทยที่พูดถึง เพราะหลักคิดของ Tobacco-Free Generation คือการกำหนดวันเกิดตัดผ่าน แล้วไม่อนุญาตให้คนที่เกิดหลังวันดังกล่าวซื้อผลิตภัณฑ์ยาสูบอย่างถูกกฎหมาย เพื่อค่อย ๆ ลดจำนวนผู้สูบลงตามกาลเวลา
“พัฒนา” เปิดเผยทิศทางการผลักดันนโยบายดังกล่าว โดยระบุถึงการกำหนด “เจเนอเรชัน” ใหม่ที่ไม่สามารถซื้อบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า และนิโคตินทุกชนิดได้ ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนมองว่าเป็นการตัดวงจรนักสูบหน้าใหม่ตั้งแต่ต้นทาง
ฟังในมุมสุขภาพแล้ว อาจดูเป็นนโยบายที่เด็ดขาดและมีเป้าหมายชัดเจน
แต่เมื่อก้าวออกจากห้องประชุมกระทรวงสาธารณสุขแล้วเดินเข้าไปในโลกความเป็นจริง คำถามกลับมีมากกว่าหนึ่งข้อ
“ห้าม” แล้วจะห้ามอย่างไร?
ปัจจุบันกฎหมายไทยกำหนดอยู่แล้วว่า ห้ามขายผลิตภัณฑ์ยาสูบให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี และหากผู้ขายสงสัยเรื่องอายุ สามารถเรียกดูบัตรประชาชนหรือหลักฐานแสดงอายุได้
แต่ระบบ “ห้ามตามปีเกิด” แตกต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ
เพราะไม่ได้ถามเพียงว่า “อายุถึง 20 ปีหรือยัง?”
แต่ต้องถามว่า “เกิดปีอะไร?”
นี่คือจุดที่ภาระจะไหลลงมาถึงหน้าร้าน
ร้านค้าจะต้องตรวจบัตรประชาชนทุกครั้งหรือไม่? ลูกค้าที่ดูมีอายุเกิน 20 ปีอย่างชัดเจนยังต้องแสดงบัตรหรือไม่? หากต้องตรวจสอบอย่างเป็นระบบ จะใช้เครื่องอ่านบัตรหรือฐานข้อมูลใด? ใครเป็นผู้ลงทุน? ใครรับผิดชอบค่าระบบ? แล้วข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนจะถูกจัดเก็บหรือไม่ และหากถูกจัดเก็บ จะอยู่ภายใต้ระบบรักษาความปลอดภัยแบบใด?
คำถามเหล่านี้ไม่ใช่รายละเอียดปลีกย่อย เพราะคือ “ต้นทุนของการบังคับใช้กฎหมาย”
สมาคมการค้ายาสูบไทยออกมาแสดงความกังวลในประเด็นนี้โดยตรง โดยระบุว่าการกำหนดสิทธิซื้อสินค้าตามปีเกิดอาจเพิ่มภาระให้ร้านค้าปลีกกว่า 400,000 ราย และตั้งคำถามถึงการตรวจบัตรประชาชน เครื่องอ่านบัตร ค่าใช้จ่าย รวมถึงประเด็นการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่อง “บุหรี่” แต่เป็นเรื่องการออกแบบระบบราชการและต้นทุนที่รัฐกำลังจะผลักลงไปยังผู้ประกอบการรายย่อย
เมื่อ “ตลาดถูกกฎหมาย” อาจถูกบีบ แต่ “ตลาดเถื่อน” ไม่ได้หายไป
อีกโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือบุหรี่เถื่อน
ฝ่ายคัดค้านนโยบายชี้ว่า หากผู้บริโภคบางกลุ่มถูกตัดช่องทางการซื้อจากร้านค้าที่ถูกกฎหมาย แต่ยังมีความต้องการบริโภคอยู่ ความต้องการนั้นอาจไม่ได้หายไปทันที หากแต่เปลี่ยนเส้นทางไปสู่ตลาดผิดกฎหมายแทน
สมาคมการค้ายาสูบไทยอ้างข้อมูลการสำรวจตลาดว่าบุหรี่ผิดกฎหมายเพิ่มขึ้นจากประมาณ 6% ในปี 2560 เป็น 28% ในปี 2569 และเตือนว่าการเพิ่มข้อจำกัดในตลาดถูกกฎหมายโดยไม่จัดการตลาดมืดควบคู่กัน อาจทำให้ปัญหาซับซ้อนขึ้น
แต่สิ่งที่ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นชัดคือ รัฐบาลไม่สามารถออกแบบนโยบายบุหรี่โดยมองเฉพาะร้านค้าถูกกฎหมายได้อีกต่อไป
เพราะโลกจริงมีทั้งร้านโชห่วย ตลาดออนไลน์ การลักลอบนำเข้า เครือข่ายกระจายสินค้า และช่องทางซื้อขายที่ไม่ผ่านระบบภาษี
หากกฎหมายใหม่ทำให้ตลาดถูกกฎหมายเข้มขึ้น แต่ตลาดเถื่อนยังขายได้ง่ายกว่า ถูกกว่า และไม่ตรวจอายุ คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า “กฎหมายเข้มขึ้นหรือไม่”
แต่คือ “รัฐจะทำให้กฎหมายใหม่มีประสิทธิผลเหนือช่องทางผิดกฎหมายได้อย่างไร?”
จากชาวไร่ถึงโชห่วย ใครจะรับแรงกระแทก?
อีกด้านหนึ่งของสมการคือคนตัวเล็ก
ภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบระบุว่า ปัจจุบันมีชาวไร่ยาสูบประมาณ 25,000 ครอบครัว และเมื่อรวมแรงงานกับผู้พึ่งพิงแล้วเกี่ยวข้องมากกว่า 100,000 คน ขณะที่อุตสาหกรรมยาสูบสร้างรายได้ภาษีสรรพสามิตเกือบ 50,000 ล้านบาท และมีรายได้จากการส่งออกอีกส่วนหนึ่ง
ตัวเลข “5 หมื่นล้านบาท” จึงไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลเพื่อปกป้องการบริโภคบุหรี่ เพราะสุขภาพประชาชนต้องมาก่อนรายได้ภาษี
แต่ในอีกด้านหนึ่ง รัฐก็ไม่สามารถทำเป็นมองไม่เห็นผลกระทบทางเศรษฐกิจได้เช่นกัน
เพราะเมื่อรัฐต้องการลดการบริโภค ย่อมต้องมีคำตอบให้กับผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตและจำหน่ายว่า จะเปลี่ยนอาชีพอย่างไร จะชดเชยอย่างไร และจะเปลี่ยนผ่านอย่างไร
ดังนั้น หากรัฐบาลกำลังจะขยับจากการ “ควบคุมการซื้อ” ไปสู่การสร้าง “คนรุ่นปลอดนิโคติน” ก็ควรมีแผนรองรับตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ไม่ใช่รอให้ปัญหาเกิดขึ้นแล้วค่อยตั้งคณะกรรมการเยียวยา
ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า ประเทศไทยพร้อมแค่ไหน
ไม่ใช่แค่พร้อมประกาศ
แต่พร้อม “บังคับใช้” หรือไม่
ปมที่ดินคลองเตย อีกคำถามที่รัฐต้องตอบให้ชัด
และเมื่อพูดถึงการยาสูบแห่งประเทศไทย อีกเรื่องที่ควรถูกแยกออกจากนโยบายควบคุมการบริโภคอย่างชัดเจน คือ การใช้ประโยชน์จากที่ดินของการยาสูบแห่งประเทศไทยในพื้นที่คลองเตย
คำถามที่ประชาชนมีสิทธิได้รับคำตอบจึงควรเป็นเรื่องพื้นฐานที่สุด เช่น ที่ดินดังกล่าวมีมูลค่าประเมินเท่าใด? โครงการที่กำลังพิจารณามีรูปแบบใด? ใช้กระบวนการคัดเลือกคู่ค้าอย่างไร? มีการประเมินผลตอบแทนต่อรัฐหรือไม่? เปิดเผยสัญญาและเงื่อนไขสำคัญต่อสาธารณะเพียงใด? และที่สำคัญ ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะกลับคืนสู่รัฐและประชาชนอย่างไร?
เพราะทรัพย์สินของรัฐไม่ควรถูกตั้งคำถามด้วยคำว่า “ใครได้ประโยชน์” เพียงอย่างเดียว
แต่ต้องตอบให้ได้ด้วยว่า “รัฐได้อะไร และประชาชนได้อะไร”
“พัฒนา” จึงไม่ได้ถูกทดสอบแค่ความกล้า แต่ถูกทดสอบด้วยรายละเอียด
แต่การทำให้คนรุ่นใหม่ปลอดนิโคตินไม่สามารถจบลงที่คำประกาศว่า “ห้ามซื้อ”
เพราะคำถามหลังจากนั้นยาวเป็นหางว่าว
ห้ามอย่างไร?
ตรวจอย่างไร?
ใครจ่าย?
ใครรับผิดชอบ?
ตลาดเถื่อนจะจัดการอย่างไร?
เกษตรกรจะไปทางไหน?
ร้านโชห่วยจะรับภาระเพิ่มแค่ไหน?
รัฐจะเสียหรือได้รายได้เท่าไร?
และประชาชนจะได้ประโยชน์ทางสุขภาพกลับมาเท่าไร?
ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องมีตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้ว่า เมื่อดำเนินนโยบายแล้ว จำนวนผู้สูบใหม่ลดลงจริงหรือไม่ การเข้าถึงบุหรี่เถื่อนเปลี่ยนแปลงอย่างไร และต้นทุนที่รัฐกับภาคเอกชนต้องแบกรับคุ้มค่ากับผลลัพธ์ด้านสุขภาพหรือไม่
เพราะนโยบายสาธารณสุขที่ดี ไม่ใช่นโยบายที่ “เสียงดังที่สุด”
แต่คือนโยบายที่เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว สามารถเปิดตัวเลขออกมาให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่า
เงินที่ใช้ไปเท่าไร คนไทยสุขภาพดีขึ้นแค่ไหน นักสูบหน้าใหม่ลดลงจริงหรือไม่ และคนตัวเล็กที่ได้รับผลกระทบถูกทิ้งไว้ข้างหลังหรือเปล่า
สำหรับ “พัฒนา พร้อมพัฒน์” นี่อาจเป็นบททดสอบสำคัญกว่าการประกาศนโยบายเสียอีก
เพราะในสนามการเมือง การประกาศนโยบายอาจทำให้พาดหัวข่าวได้ภายในหนึ่งวัน
แต่การทำให้นโยบายเดินได้จริง ต้องใช้ทั้ง กฎหมาย ระบบบังคับใช้ งบประมาณ ข้อมูล และความโปร่งใส
และท้ายที่สุด ประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงรัฐมนตรีที่กล้าพูดว่า “จะห้าม”
แต่ต้องการรัฐมนตรีที่ตอบได้อย่างละเอียดว่า
“ทำแล้วประชาชนได้อะไร?”
แล้ว “เก้าอี้รัฐมนตรี” ยังเหนียวแค่ไหน?
ทั้งหมดนี้จึงนำกลับมาสู่คำถามทางการเมืองที่น่าสนใจที่สุด
“พัฒนา พร้อมพัฒน์” ยังเหนียวแค่ไหน?
ถ้านโยบายประสบความสำเร็จ “พัฒนา” ก็มีโอกาสเปลี่ยนจากทายาททางการเมืองของ “สันติ” มาเป็นนักการเมืองที่สร้างผลงานของตัวเอง
แต่ถ้านโยบายสะดุด เกิดตลาดเถื่อนพุ่ง ผู้ประกอบการรายย่อยเดือดร้อน เกษตรกรได้รับผลกระทบ หรือเกิดคำถามเรื่องการใช้งบประมาณและทรัพย์สินรัฐโดยไม่มีคำตอบที่ชัดเจน
แรงกระเพื่อมก็อาจไม่ได้หยุดอยู่ที่กระทรวงสาธารณสุข
แต่อาจย้อนกลับมาถึงเก้าอี้รัฐมนตรีโดยตรง
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมช่วงต่อจากนี้ ทุกก้าวของ “พัฒนา” จึงน่าจับตา
เพราะการเมืองไทยไม่ได้มีเพียงคำถามว่า “ใครได้เป็นรัฐมนตรี”
แต่มีคำถามที่สำคัญไม่แพ้กันว่า
“เมื่อเป็นแล้ว ยังรักษาเก้าอี้ไว้ได้ด้วยผลงานหรือไม่?”

