วันนี้ (27 ส.ค. 2569) รายงานข่าวแจ้งว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ตรวจเยี่ยมการฝึกกองเรือปฏิบัติการเฉพาะกิจ บริเวณพื้นที่อ่าวไทยตอนบน และสนามฝึกกองทัพเรือ หมายเลข 15 (หาดยาว) อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยนายอนุทิน และคณะเดินทางด้วยเครื่องบินมาลงที่ กองการบินทหารเรือ กองเรือยุทธการ สนามบินอู่ตะเภา (สนบ.กบร.กร.) ก่อนนั่งเฮลิคอปเตอร์ไปยังเรือหลวงจักรีนฤเบศร กลางอ่าวไทยตอนบน และรับฟังบรรยายสรุป พร้อมชมการยิงสนับสนุนฝั่งด้วยปืนใหญ่เรือและอากาศยาน และชม UAV/USV Static Display โดยมีเรือหลวงเจ้าพระยา ยิงสลุด 19 นัด เพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรี
.
ขณะที่้เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ยังแล่นได้ รับหน้าที่เรือคุัมกัน แม้เหลือเครื่องยนต์เดียว คือ แก๊สเทอร์ไบน์ เพราะเครื่องยนต์ดีเซล 2 เครื่องพัง อยู่ระหว่างรอการเปลี่ยนเครื่องยนต์ MTU จากประเทศเยอรมนี ใช้งบประมาณ 490 ล้านบาท จากนั้นนายกรัฐมนตรี เดินทางมายังสนามฝึกกองทัพเรือ หมายเลข 15 หาดยาว เยี่ยมชมศูนย์บัญชาการเหตุการณ์บรรเทาสาธารณภัยบนบก (Incident Command Center หรือ ICC) พร้อมร่วมบันทึกภาพพร้อมยุทโธปกรณ์
.
พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี และคณะตรวจเยี่ยมการฝึกกองเรือปฏิบัติการเฉพาะกิจ บริเวณอ่าวไทยตอนบนและสนามฝึกกองทัพเรือหมายเลข 15 หรือหาดยาว เพื่อรับทราบการเตรียมกำลังและความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจตามนโยบายผู้บัญชาการทหารเรือ ซึ่งกำหนดให้ปี 2026 เป็นปีแห่งความพร้อมรบของกองทัพเรือ การตรวจเยี่ยมครั้งนี้ จะแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของกองทัพเรือทั้งด้านองค์บุคคล องค์วัตถุ และองค์ยุทธวิธี ตลอดจนการบูรณาการกำลังทางเรือ กำลังทางอากาศ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน หน่วยสงครามพิเศษทางเรือ และระบบบัญชาการควบคุม ให้สามารถปฏิบัติภารกิจร่วมกันได้อย่างสอดประสานและมีประสิทธิภาพ
.
นายกรัฐมนตรีจะตรวจเยี่ยมการปฏิบัติการบนเรือหลวงจักรีนฤเบศร รับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์และแนวความคิดการใช้กำลัง ชมการยิงสนับสนุนฝั่งด้วยปืนใหญ่เรือ ตลอดจนการสาธิตการใช้ยานไร้คนขับ การฝึกดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาแนวคิดในการใช้เรือหลวงจักรีนฤเบศรในลักษณะ “UXV Carrier” เพื่อเป็นฐานบัญชาการ ควบคุม และสนับสนุนการปฏิบัติการของระบบไร้คนขับในหลายมิติ ทั้งการลาดตระเวน เฝ้าตรวจ ค้นหา และชี้เป้า ช่วยเพิ่มระยะและความต่อเนื่องในการปฏิบัติการ ลดความเสี่ยงต่อกำลังพล และเสริมประสิทธิภาพให้แก่กำลังรบหลักของกองทัพเรือ โดยระบบไร้คนขับบางส่วนที่นำมาใช้ในการฝึกครั้งนี้ เป็นผลงานวิจัยและพัฒนาของนักวิจัยกองทัพเรือ ซึ่งนำองค์ความรู้และประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริงมาพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการทางยุทธการ การทดลองใช้งานในสภาพการฝึกจริงจะนำไปสู่การปรับปรุงและต่อยอดระบบให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สอดคล้องกับแนวทางส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเอง
.
สำหรับเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นเรือฟริเกตสมรรถนะสูงและหนึ่งในกำลังรบหลักของกองทัพเรือ ได้เข้าร่วมการฝึกครั้งนี้อย่างเต็มภารกิจ เพื่อแสดงขีดความสามารถด้านการตรวจการณ์ การพิสูจน์ทราบและโจมตีเป้าหมาย การบัญชาการควบคุม ตลอดจนการปฏิบัติการร่วมกับเรือ อากาศยาน และหน่วยกำลังอื่น การฝึกยังสะท้อนให้เห็นบทบาทสำคัญของเรือฟริเกตสมรรถนะสูงในฐานะแกนหลักของกองเรือ ทั้งด้านการป้องกันภัยทางอากาศ การต่อต้านเรือผิวน้ำและเรือดำน้ำ การเชื่อมโยงข้อมูล และการควบคุมการปฏิบัติการทางทะเล
.
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกองทัพเรือมีเรือฟริเกตสมรรถนะสูงในระดับดังกล่าวจำนวนจำกัด ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านและประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคกำลังพัฒนากำลังทางเรือและเทคโนโลยีทางทหารอย่างก้าวกระโดด กองทัพเรือจึงมีความจำเป็นต้องเร่งเสริมสร้างขีดความสามารถด้วยการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงเพิ่มเติม เพื่อให้มีกำลังเพียงพอสำหรับการปฏิบัติภารกิจ การหมุนเวียนซ่อมบำรุง และการดำรงความพร้อมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงรักษาสมดุลทางยุทธศาสตร์ ปกป้องอธิปไตย และคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ในสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
.
ขณะเดียวกัน การฝึกครั้งนี้ยังสนับสนุนการพัฒนา Maritime Domain Awareness หรือ MDA ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลจากเรือ อากาศยาน และระบบไร้คนขับ เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาเห็นภาพสถานการณ์ทางทะเลร่วมกันอย่างถูกต้องและทันเวลา อันนำไปสู่การตัดสินใจและตอบสนองต่อสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีและคณะได้ตรวจเยี่ยมศูนย์บัญชาการเหตุการณ์สำหรับการบรรเทาสาธารณภัยขนาดใหญ่ หรือ ICC พร้อมชมการสาธิตความพร้อมของยุทโธปกรณ์และการบูรณาการระหว่างหน่วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าขีดความสามารถของกองทัพเรือสามารถนำมาใช้ได้ทั้งในการป้องกันประเทศ การรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และการช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน
.
โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า การตรวจเยี่ยมครั้งนี้ไม่ได้มุ่งแสดงเพียงความพร้อมของเรือ อากาศยาน หรือระบบอาวุธแต่ละประเภท แต่เป็นการแสดงความพร้อมของกองทัพเรือ “ทั้งระบบ” ตั้งแต่การรับรู้สถานการณ์ การบัญชาการและควบคุม การใช้กำลัง และการส่งกำลังบำรุง ไปจนถึงการช่วยเหลือประชาชน ความพร้อมรบมิได้หมายถึงการรอให้เกิดสถานการณ์ แต่คือการเตรียมคน เตรียมยุทโธปกรณ์ และเตรียมระบบควบคุมบังคับบัญชาให้พร้อมปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที เมื่อประเทศและประชาชนต้องการ
......
Sondhi X

