xs
xsm
sm
md
lg

ชำแหละงบซอฟต์พาวเวอร์ 8 พันล้าน: THACCA ฝังตัวราชการ บทเรียน KOCCA ถึง เนเน่ รอยัล

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ชำแหละเม็ดเงินซอฟต์พาวเวอร์ 8,000 ล้านบาทที่ถูกผ่องถ่ายเป็นเบี้ยหัวแตกในระบบราชการ ผ่าโครงสร้าง THACCA เทียบ KOCCA เกาหลีใต้ พร้อม 3 ทางออกผ่าตัดอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยก่อนสูญเปล่า

ซีรีส์ : ซอฟต์พาวเวอร์กับชะตากรรมศิลปินไทย EP.2 (ตอนจบ) ชำแหละงบ 8,000 ล้าน สะพัดแต่ไร้เป้าหมาย ผ่าตัดใหญ่ก่อนสูญเปล่า?

ตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ศิลปินไทยตั้งแต่ นิชคุณ, ลิซ่า, มิลลิ จนถึง เนเน่ รอยัล ต่างดิ้นรนหาหนทางเติบโตด้วยตนเอง ขณะที่รัฐไทยเป็นได้เพียงผู้โหนกระแสไม่ใช่ผู้สร้างระบบนิเวศเกื้อหนุน เปิดแผลฉกรรจ์เชิงโครงสร้างเมื่อแคมเปญซอฟท์พาวเวอร์กำลังฝังตัวอยู่ในระบบราชการ กลายเป็นเค้กหลายพันล้านที่ถูกหั่นกระจายไปยังกระทรวงต่างๆ อย่างไร้ทิศทาง ไร้ตัวชี้วัด และปล่อยให้โครงการอบรมระดับหลายร้อยล้านผลาญเงินแผ่นดิน โดยไม่เคยสร้างดาวดวงใหม่ในวงการดนตรีไทยได้จริงแม้แต่คนเดียว!

เหตุใดเกาหลีใต้ถึงใช้ Korea Creative Content Agency - KOCCA สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจระดับโลก แต่รัฐไทยกลับเปลี่ยนโครงการ Thailand Creative Culture Agency - THACCA ให้กลายเป็นเพียงผู้งานจัดงานอีเว้นท์ มาติดตามคำตอบเชิงลึกทั้งหมดกัน

THACCA แปลงร่างสู่ "เบี้ยหัวแตก"

ถึงเวลานี้ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ และโครงการ THACCA (Thailand Creative Culture Agency) ไม่ได้ถูกยุบสลายไปพร้อมกับการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือกระบวนการ "ผ่องถ่ายโครงสร้าง" จากการบริหารด้วยแรงขับดันของฝ่ายการเมืองในยุครัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร เข้าไปฝังตัวอยู่ในระบบราชการอย่างเป็นระบบ
ในขณะที่ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ พ.ศ. ... (พ.ร.บ. THACCA) ซึ่งถูกผลักดันโดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ยังคงอยู่ระหว่างขั้นตอนการตรากฎหมายเพื่อยกระดับเป็น "องค์การมหาชน" โครงสร้างเดิมถูกกระจายภารกิจและงบประมาณไปไว้ใน 2 ส่วนหลัก คือ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการ แบกรับตัวยุทธศาสตร์และการประสานงานกลาง ส่วนงบประมาณถูกผลักไปฝากไว้ในแผนงานประจำของกระทรวงวัฒนธรรม, กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, และกระทรวงอุตสาหกรรม

งบสะพัด แต่ไร้เป้าหมาย

ปัญหาที่แท้จริงเวลานี้จึงอยู่ที่สภาวะ "งบยังอยู่ กลไกยังอยู่ แต่กระจัดกระจาย ไร้ทิศทาง และวัดผลไม่ได้"
เม็ดเงินที่ภาครัฐจัดสรรให้โครงการที่เกี่ยวเนื่องกับซอฟต์พาวเวอร์ตลอดช่วงที่ผ่านมา (รวมงบปี 2567–2569) สะสมพุ่งสูงเกินกว่า 8,000 ล้านบาท จากข้อมูลของสำนักงบประมาณ และบทวิเคราะห์ติดตามนโยบายในคลังข้อมูล Policy Watch โดย Thai PBS ร่วมกับภาคีเครือข่ายวิชาการและสถาบันพระปกเกล้า และเมื่อมองต่อเนื่องไปจนถึงกรอบจัดทำงบประมาณในระยะยาว (แผนงบประมาณปี 2570–2571) ตัวเลขงบประมาณที่ถูกขอและแฝงอยู่ในกระทรวงต่างๆ ยังคงตั้งไว้สูงถึงปีละ 3,000 – 4,000 ล้านบาท

มาชำแหละโครงสร้างงบประมาณซอฟต์พาวเวอร์ที่กระจายอยู่ในระบบราชการ:

•ด้านดนตรี ภาพยนตร์ ละคร และซีรีส์: กระจายไปอยู่ที่ กระทรวงวัฒนธรรม (กรมส่งเสริมวัฒนธรรม) โดยอ้างอิงจากประกาศจัดสรรงบประมาณประจำปี 2568 ได้รับเงินอุดหนุนการผลิตคอนเทนต์ไทยงบกว่า 220 ล้านบาท

•ด้านการส่งเสริมตลาดและส่งออก: กระจายไปอยู่ที่ กระทรวงพาณิชย์ (กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ - DITP) สำหรับพาผู้ประกอบการไปโรดโชว์ต่างประเทศ

•ด้านการยกระดับทักษะแรงงาน (โครงการ OFOS): ฝังงบไว้ที่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ฯ และสถาบันการศึกษา โดยอ้างอิงจากรายงานการติดตามงบประมาณของคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรร่วมกับ Policy Watch พบว่าใช้เงินงบประมาณไปแล้วหลายร้อยล้านบาท (ปี 2567-2568 อนุมัติงบรวมกว่า 970 ล้านบาท)

•ด้านเทศกาลและวัฒนธรรม (Festivals): กระจายไปอยู่ที่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กสท. และ กกท.) และ งบจังหวัด เพื่อเน้นจัดกิจกรรมอีเวนต์หมุนเวียน

ถอดบทเรียนเกาหลีเทียบไทย

เมื่อพลิกไปดูบทเรียนความสำเร็จของประเทศที่ส่งออกวัฒนธรรมจนกลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักอย่าง "เกาหลีใต้" ผ่านการขับเคลื่อนของ KOCCA (Korea Creative Content Agency) แล้วย้อนกลับมามอง "โมเดลรัฐบาลไทย" ผ่านโครงการ OFOS และคณะกรรมการซอฟต์พาวเวอร์ฯ เราจะเห็นความแตกต่างเชิงยุทธศาสตร์อย่างสิ้นเชิง
เกาหลีใต้ไม่ได้มองซอฟต์พาวเวอร์เป็นเรื่องของ "การจัดงานอีเวนต์" แต่วางหัวใจไปที่การสร้าง "อุตสาหกรรมส่งออกเชิงโครงสร้าง" ตั้งแต่สเตปแรก ขณะที่ประเทศไทยยังคงติดหล่มวิชาการแบบราชการ ที่เน้นการจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์และสร้างภาพจำชั่วคราว

ข้อแตกต่างเชิงยุทธศาสตร์ที่คมชัดเมื่อพิจารณาผ่าน 4 มิติหลัก มีดังนี้

• จุดเน้นยุทธศาสตร์ : เกาหลีใต้วางตัวเป็นผู้วางระบบที่มุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศทางกฎหมาย สิทธิประโยชน์ทางภาษี และโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนค่ายเพลงและอุตสาหกรรมดนตรีให้พร้อมแข่งขันในตลาดโลก ในขณะที่โมเดลของไทยยังคงทำหน้าที่เป็นเพียงออแกไนซ์เซอร์งานอีเว้นท์ ที่เน้นการจัดเทศกาล จัดบูธ และงานแถลงข่าว ซึ่งทำให้เม็ดเงินจางหายไปทันทีเมื่อจบงาน

•การสนับสนุนและพัฒนากำลังคน : KOCCA ของเกาหลีใต้ใช้วิธีอุดหนุนกลไกการเงินเชิงรุก ด้วยการตั้งกองทุนอุดหนุนและเปิดช่องทางกู้ยืมอัตราดอกเบี้ยต่ำให้แก่ค่ายเพลงและสถาบันดนตรี นำไปใช้สร้างนักดนตรี/เด็กฝึก และทำวิจัยตลาดต่างประเทศ

ในทางกลับกัน โมเดล OFOS ของไทยกลับเน้นการตั้งคอร์สอบรมระยะสั้นแบบปูพรม ซึ่งจากข้อมูลการตรวจสอบของกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรและ Policy Watch พบว่า แม้ผลาญงบไปมหาศาลแต่กลับผลิตผู้ผ่านการอบรมจริงได้เพียง หลักหมื่นคน (ไม่ถึง 0.1% ของเป้าหมาย 20 ล้านคน) เป็นเพียงการ Reskill เบื้องต้นที่ขาดการเชื่อมโยงกับความต้องการจริงของอุตสาหกรรม และปล่อยให้ศิลปินอย่าง “เนเน่ รอยัล” ต้องดิ้นรนหาเวทีระดับโลกเอาเองตามยถากรรม

•โครงสร้างพื้นฐานและกฎหมาย : ฝั่งเกาหลีใต้ให้ความสำคัญกับการลงทุนในทรัพย์สินทางปัญญา การแก้กฎหมายลิขสิทธิ์สากล และการสร้างสตูดิโอและพื้นที่ซ้อมดนตรีระดับโลก ขณะที่ไทยยังคงฝากความหวังไว้กับโครงการอบรมแบบกระจัดกระจาย โดยที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานสร้างสรรค์ และสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้ลงทุนในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ยังคงหยุดนิ่งอยู่กับที่

•ผลลัพธ์เชิงระบบในระยะยาว : เมื่อศิลปินเกาหลีใต้ประสบความสำเร็จ มูลค่าและรายได้มหาศาลจากลิขสิทธิ์ สตรีมมิ่ง และการทัวร์คอนเสิร์ตจะหมุนเวียนกลับเข้าสู่ค่ายเพลงในประเทศ นำไปสู่การลงทุนสร้างศิลปินรุ่นต่อไปได้อย่างยั่งยืน แต่สำหรับประเทศไทย เมื่อเด็กไทยวัย 16 ปีต้องสร้างชื่อผ่านรายการทีวีต่างชาติ ผลประโยชน์และมูลค่าเพิ่มส่วนใหญ่จากสัญญารายการและการจัดการย่อมตกเป็นของค่ายต่างชาติ เหลือไว้เพียงความภาคภูมิใจส่วนบุคคลที่ภาครัฐนำมาใช้โหนกระแสไปวันๆ

ความน่าเสียดายที่สุดของนโยบายนี้ คือการที่รัฐไทยมักจะฉวยโอกาสแสดงความยินดีและอ้างเคลมความสำเร็จของศิลปินในวันที่พวกเขาก้าวไปสู่ระดับโลกแล้ว แต่ในวันที่เยาวชนอย่างเนเน่ รอยัล ต้องซ้อมกีตาร์วันละนับสิบชั่วโมงที่ภูเก็ต หรือต้องดิ้นรนเดินทางไปแข่งต่างประเทศ ภาครัฐกลับไม่ได้เข้าไปอยู่ในระบบนิเวศนั้นเลย งบประมาณกว่า 8,000 ล้านบาทที่ใช้ไป จึงมีลักษณะเป็นงบประมาณเพื่อซื้อภาพจำชั่วคราว มากกว่าการลงรากฐานอุตสาหกรรม และตราบใดที่ดัชนีวัดผลความสำเร็จยังถูกผูกไว้กับจำนวนผู้เข้าร่วมงานเทศกาล ปรากฏการณ์ดนตรีไทยก็จะเป็นได้เพียงผลผลิตที่เติบโตขึ้นตามธรรมชาติ โดยปราศจากการสนับสนุนเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง

ทางออกก่อนงบประมาณจะสูญเปล่า

หากรัฐบาลต้องการเปลี่ยนจาก "การโหนกระแสความสำเร็จส่วนบุคคล" มาเป็น "การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่" รัฐต้องผ่าตัดวิธีคิดเชิงโครงสร้าง 3 ประการ ดังนี้

1.เปลี่ยนงบอีเวนต์เป็นงบพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน : โยกงบประมาณจากการจัดเทศกาล มาตั้งเป็น "Matching Fund" อุดหนุนเยาวชน ค่ายเพลง และสถาบันดนตรีในการส่งศิลปินไปประกวด ฝึกหัด หรือทำตลาดในระดับสากล

2.แก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่ออุตสาหกรรมสร้างสรรค์ : ปรับปรุงกฎหมายลิขสิทธิ์ ให้คุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของนักดนตรีและศิลปินอย่างแท้จริง รวมถึงสร้างระบบจัดสรรรายได้จากดิจิทัลสตรีมมิ่งที่เป็นธรรม

3.ดึงทุนต่างชาติเข้ามาสร้างฐานในไทย : สร้างมาตรการภาษีจูงใจ ให้บริษัทบันเทิงและค่ายเพลงระดับโลกมาตั้งสถาบันฝึกหัด ศูนย์ร่วมผลิต และอุตสาหกรรมดนตรีในประเทศไทย เพื่อให้เยาวชนไทยเข้าถึงโครงสร้างระดับโลกได้โดยไม่ต้องบินไปโตที่อื่น

หากรัฐบาลยังคงเดินหน้าหั่นเค้กงบประมาณ 8,000 ล้านบาท แจกจ่ายให้หน่วยงานราชการนำไปจัดงานแถลงข่าวและอีเวนต์ต่อไป... บทสรุปของวงการดนตรีและซอฟท์พาวเวอร์ไทยก็จะไม่เปลี่ยนแปลง ดาวดวงใหม่แบบ “เนเน่ รอยัล” จะยังคงเกิดขึ้นอีก แต่พวกเขาจะผงาดขึ้นสู่ระดับโลกได้ ด้วยการเดินออกจากประเทศไทยเท่านั้น!.

ย้อนอ่าน ซีรีส์ : ซอฟต์พาวเวอร์กับชะตากรรมศิลปินไทย EP.1 จาก 'นิชคุณ-ลิซ่า' ถึง 'เนเน่ รอยัล' 3 ทศวรรษการดิ้นรนของเด็กไทย รัฐทำได้แค่โหนกระแส!?