เปิดโปงเส้นทางเงิน 2.17 ล้านบาท คดีฮั้วเลือกตั้ง สว. พบหลักฐานโยงคนสนิทลูกรัฐมนตรีดังพรรคภูมิใจไทย โอนตรงถึง สว.สีน้ำเงินหลายราย ชี้อาจเป็นการจัดตั้งและแทรกแซงการเลือกตั้งอย่างเป็นระบบ
การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดปี 2567 ที่ผ่านมา ถูกตั้งคำถามอย่างหนักถึงความโปร่งใสและหลักความเป็นกลางของความเป็นสภาสูง
ล่าสุด ILaw เปิดเผยข้อมูลจากพยานหลักฐานและสำนวนการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้เปิดเผยให้เห็นเส้นทางการเงินรวมกว่า 2.17 ล้านบาท ที่แสดงความเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบระหว่างคณะทำงานของ สส. พรรคภูมิใจไทย รัฐมนตรีของพรรค และผู้สมัคร สว. ที่ผ่านด่านเข้าไปนั่งในสภาฯ ซึ่งเป็นช่วงเวลาคาบเกี่ยวตั้งแต่เปิดรับสมัครไปจนถึงหลังเสร็จสิ้นกระบวนการเลือก สว. ระดับประเทศ ช่วงเดือพฤษภาคม - กันยายน 2567
จุดเริ่มต้นของความผิดปกติเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2567 ซึ่งเป็นเวลาเพียง 1 วันก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง สว. ในระดับจังหวัด หลักฐานทางการเงินระบุชัดว่า “สุบิน ศักดา” ซึ่งเป็นผู้ช่วยของ “พิชัย ชมพูพล” สส. พรรคภูมิใจไทย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ทำการโอนเงินให้กับผู้สมัคร สว. ทั้งหมด 9 คนในวันดังกล่าว แม้ว่าในการให้การต่อพนักงานสอบสวน นายสุบิน จะยืนยันกระต่ายขาเดียวว่า เงินจำนวนดังกล่าวไม่ได้มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง สว. เลยก็ตาม แต่เมื่อตรวจสอบย้อนกลับในทางบัญชีพบว่า ในวันเดียวกันนั้น 15 มิถุนายน 2567 มีบุคคลปริศนาโอนเงินจำนวน 174,000 บาท เข้าบัญชีทีมงานของ สส. พิชัย ชมพูพล จากนั้น ทีมงานของ สส. พิชัย ได้ทำการโอนเงินก้อนนี้ต่อให้กับ "สุบินศักดา" ในวันเดียวกัน ก่อนที่สุบินศักดาจะกระจายโอนเงินให้ผู้สมัคร สว. ทั้ง 9 คน
โดยรายที่1 คือ วงศกร ชนกิจ หรือ "แบงค์" อดีตผู้สมัคร สส. ภูเก็ต พรรคภูมิใจไทย ในการเลือกตั้งปี 2566 เป็นผู้ที่ได้รับเงินโอนมากที่สุดถึง 10 ครั้ง รวมเป็นเงิน 636,405 บาท พฤติการณ์ของวงศกรถูกเปิดเผยผ่านพยานบุคคลซึ่งเป็นผู้สมัคร สว. จากจังหวัดภูเก็ต ที่ให้การในเวทีเสวนาว่า หลังจากผ่านรอบจังหวัดเข้าสู่รอบประเทศที่จะต้องเดินทางมาเลือกที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี วงศกรได้ติดต่อมาบอกให้ผู้สมัคร ทิ้งตั๋วเครื่องบินเดิมที่จองไว้ โดยเขาจะจองตั๋วใหม่ให้ เพื่อให้ทุกคนเดินทางมาในเที่ยวบินเดียวกัน เมื่อเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ ทีมงานของวงศกรได้นำทางกลุ่มผู้สมัคร สว. ภูเก็ต ไปที่โรงแรมทาราแกรนด์เพื่อร่วมประชุมทำโพยล็อกตัวเลขเลือก สว. ในระดับประเทศ
รายที่2 เลิศศักดิ์ ปนกลิ่น อดีคคณะทำงานรัฐมตรีช่วยว่าการกระทรวมหาดไทย “ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ และอดีตคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” และรองนายกรัฐมนตรี ได้รับเงินโอน 8 ครั้ง รวมเป็นเงิน 416,000 บาท เลิศศักดิ์ อีกทั้งในการเลือกตั้งปี 2566 เขายังลงสมัคร สส. บัญชีรายชื่อลำดับที่ 85 ของพรรคภูมิใจไทย และที่สำคัญ เลิศศักดิ์ ยังเป็นบุตรชายของ นิสิต ปนกลิ่น สว. จากจังหวัดพังงา อีกด้วย
รายที่3 มาเรีย เผ่าประธาน สว.ประจวบคีรีขันธ์ ได้รับโอนเงินจำนวน 3 ครั้ง รวมเป็นเงิน 217,000 บาท ในคำให้การที่มาเรียยื่นต่อ DSI เธอระบุอย่างแข็งขันว่า ไม่มีนิติสัมพันธ์ใดๆ ไม่เคยเกี่ยวข้อง ไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นเอกสาร และไม่เคยร่วมทำกิจกรรมใดๆ กับพรรคภูมิใจไทยอันเป็นการขัดต่อหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย แต่จากการสืบค้นประวัติกลับพบข้อมูลที่ย้อนแย้งอย่างรุนแรง เนื่องจากมาเรียเคยลงสมัคร สส. ประจวบคีรีขันธ์ ในนามพรรคภูมิใจไทยมาแล้วเมื่อปี 2562 และในปัจจุบัน น้องชายของเธอคือ พงษ์พันธ์ เผ่าประธาน ก็ดำรงตำแหน่งเป็น สส. เขต 3 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สังกัดพรรคภูมิใจไทย
รายที่4 อัชรพันธ์ หอมรถ สว.สุราษฎร์ธานี ได้รับการโอนเงินจำนวน 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 203,000 บาท ที่น่าสนใจคือ ทั้งมาเรีย เผ่าประธาน และอัชรพันธ์ หอมรถ ต่างปรากฏหมายเลขประจำตัวผู้สมัครของตัวเองอยู่ในโพยล็อกโหวตที่มีการทำขึ้นด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ จากการตรวจสอบยังพบว่ามีการโอนเงินให้ผู้สมัคร สว. อีก 2 รายที่สามารถผ่านเข้าสู่รอบระดับประเทศได้สำเร็จ โดยมียอดโอนรวมกันอยู่ที่ 128,500 บาท
เส้นทางการเงินรวมกว่า 2.17 ล้านบาทที่ลากยาวตั้งแต่ช่วงเริ่มรับสมัครไปจนถึงหลังการเลือกตั้งระดับประเทศเสร็จสิ้นลง เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สร้างข้อกังขาว่า เงินจำนวนดังกล่าวถูกโอนไปเพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดตั้ง ควบคุม และแทรกแซงการเลือกตั้ง สว. หรือไม่? มีใครอยู่เบื้องหลังคอยสั่งจ่ายเงินก้อนนี้หรือไม่?
อย่างไรก็ตาม บุคคลปริศนา ผู้นั้น “วรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร” ที่เป็นต้นทางเงิน ในสำนวนสอบสวนของ DSI ข้อมูลในสำนวนระบุพฤติการณ์ว่า วรพจน์ มีความสนิทสนมใกล้ชิดกับ ”ชลัต รัชกิจประการ“ ซึ่งเป็นบุตรชายของ ”พิพัฒน์ รัชกิจประการ“ รองนายกฯและรัฐมนตรีคมนาคมและแกนนำพรรคภูมิใจไทย
iLaw และภาคประชาชน ขอเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เร่งทำหน้าที่ส่งสำนวนและพยานหลักฐานชุดนี้ไปยังศาลฎีกา เพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีอย่างเป็นทางการ เพื่อเปิดโอกาสให้มีการต่อสู้คดีและพิสูจน์ความจริงภายใต้กระบวนการยุติธรรมต่อไป

