xs
xsm
sm
md
lg

ชาวเสม็ดใต้ลั่น “ไม่เอาสุสานยิว” หวั่นน้ำเหลืองปนเปื้อนพื้นที่เกษตร จี้รัฐสอบที่มาที่ไป ยันไม่เคยรู้ชุมชนมีส่วนร่วม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ฉะเชิงเทรา- ชาวบ้านเสม็ดใต้รวมตัวถือป้ายคัดค้านสุสานชาวยิวในพื้นที่ ต.เสม็ดใต้ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ประกาศจุดยืนชัดเจน “ไม่เอาวผี Get Out ออกไป” เผยรับทราบว่าพื้นที่ถูกใช้เป็นสุสานมานาน 3-4 ปี และเคยร้องเรียนคัดค้านมาแล้ว แต่ยังพบการนำศพเข้ามาวฝัง ตั้งคำถามเหตุใดพื้นที่เกษตรกรรมจึงกลายเป็นสุสาน หวั่นช่วงหน้าฝนน้ำเหลืองจากศพไหลลงพื้นที่การเกษตรและกระทบชุมชน


วันนี้ (11 ก.ย. ) ภายหลังนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ตรวจสอบสุสานชาวยิว JEWISH CEMETERY THAILAND ใน ต.เสม็ดใต้ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ได้มีกลุ่มชาวบ้านในพื้นที่มารวมตัวถือป้ายแสดงจุดยืนคัดค้านการดำเนินการของสุสาน พร้อมกล่าวขอบคุณกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่เข้ามาตรวจสอบปัญหา

หนึ่งในป้ายที่ชาวบ้านนำมาถือระบุข้อความว่า “ผียิวออกไป ชาวเสม็ดใต้ไม่เอาผี Get Out ออกไป” สะท้อนจุดยืนของชุมชนที่ต้องการให้ยุติการใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นสุสาน

นายสันต์ ศรีเจริญ อดีตผู้ใหญ่บ้านตำบลเสม็ดใต้ กล่าวว่า ชาวบ้านยังคงรู้สึกไม่สบายใจและกังวลกับการใช้พื้นที่ดังกล่าว โดยตั้งคำถามว่าบริษัทเข้ามาใช้พื้นที่ได้อย่างไร รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นชาวต่างชาติสามารถได้สัญชาติไทยและเข้ามาถือครองที่ดินได้อย่างไร

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการอนุญาตในอดีตว่า ชาวบ้านในพื้นที่ไม่เคยรับทราบหรือมีส่วนร่วมในการทำประชาพิจารณ์ จึงต้องการให้หน่วยงานภาครัฐตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด พร้อมยืนยันจุดยืนว่า ชาวบ้านไม่ต้องการให้มีการสร้างสุสานชาวยิวในพื้นที่เสม็ดใต้

ด้านนางนวลพันธ์ แฉ่งเจริญ ชาวบ้านในพื้นที่ เปิดเผยว่า ชาวบ้านรับทราบว่าบริเวณดังกล่าวถูกใช้เป็นสุสานมาประมาณ 3-4 ปีแล้ว และที่ผ่านมาเคยมีการคัดค้านและยื่นหนังสือถึงองค์การบริหารส่วนตำบลเสม็ดใต้ แต่ได้รับคำชี้แจงในช่วงแรกว่าเป็นเพียงการขออนุญาตก่อสร้างรั้ว

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นไม่นานกลับพบว่ามีการนำศพเข้ามาฝังในพื้นที่ ทำให้ชาวบ้านเกิดความกังวลและไม่สบายใจ เพราะพื้นที่โดยรอบเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่ชาวบ้านใช้ทำมาหากิน

นางนวลพันธ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้เคยพบชาวต่างชาติเข้าไปภายในพื้นที่เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการฝังศพ เมื่อสอบถามถึงสาเหตุที่เข้ามาในพื้นที่ ได้รับคำตอบว่าเป็นพื้นที่ของพวกเขา จึงได้แจ้งกลับไปว่าชุมชนไม่ต้อนรับ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่เกษตรกรรม

หวั่นน้ำเหลืองปนเปื้อนพื้นที่เกษตร

อีกประเด็นที่ชาวบ้านกังวลคือผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะหลังมีการรื้อเต็นท์ที่ใช้คลุมบริเวณร่างผู้เสียชีวิต ทำให้ชาวบ้านพบกลิ่นและน้ำเหลืองจากศพ จึงหวั่นว่าในช่วงฤดูฝน น้ำอาจพาสิ่งปนเปื้อนจากบริเวณดังกล่าวไหลลงสู่พื้นที่เกษตรกรรม

ชาวบ้านจึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบอย่างละเอียดว่า มีสารปนเปื้อน สารพิษ หรือเชื้อโรคที่อาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรและสุขภาพของประชาชนหรือไม่

ทั้งนี้ ชาวบ้านระบุว่า ที่ผ่านมาได้ยื่นเรื่องถึงผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา นายอำเภอ และศูนย์ดำรงธรรม เพื่อขอให้ตรวจสอบปัญหาดังกล่าว โดยระบุว่าได้รับการตอบกลับจากศูนย์ดำรงธรรมแล้วเมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2569

ขณะเดียวกัน ชาวบ้านยังเรียกร้องให้ภาครัฐตรวจสอบตั้งแต่ต้นทาง ทั้งเรื่องการอนุญาตใช้พื้นที่ การถือครองที่ดิน การนำร่างผู้เสียชีวิตเข้ามาฝัง ตลอดจนผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความชัดเจนและความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่

“ชาวบ้านไม่ได้ต้องการความขัดแย้ง แต่ต้องการให้ตรวจสอบว่าทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และพื้นที่แห่งนี้เหมาะสมที่จะเป็นสุสานจริงหรือไม่”