กองปราบเปิดไทม์ไลน์ “สมีโชติ-สีกาเอ๋” พบสนิทกันตั้งแต่ปี 50 ฝ่ายหญิงเคยล้มละลาย ก่อนทรัพย์สินพุ่งผิดปกติ ย้ำสมีโชติปาราชิกแล้วกลับมาบวชไม่ได้
จากกรณีตำรวจกองปราบปรามจับกุมอดีตพระวชิรญาณ หรือ “สมีโชติ” อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ จ.พระนครศรีอยุธยา ผู้ต้องหาคดียักยอกเงินวัดกว่า 92 ล้านบาท พร้อมควบคุมตัว น.ส.ปุณยวีร์ หรือ “สีกาเอ๋” หญิงสาวคนสนิท หลังตรวจยึดเงินสดและทองคำจำนวนมาก รวมถึงพบหลักฐานคลิปพฤติกรรมเสพเมถุนระหว่างทั้งคู่
ล่าสุด วันนี้ (11 ก.ย.) ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ ศิริวัฒน์ ผกก.1 บก.ป. เปิดเผยถึงไทม์ไลน์การสืบสวนว่า จากข้อมูลพบว่า “สีกาเอ๋” เป็นโยมอุปัฏฐากที่รู้จักกับอดีตพระวชิรญาณมาตั้งแต่ปี 2550 ส่วนในช่วงแรกจะมีพฤติกรรมผิดพระธรรมวินัยหรือไม่นั้น ไม่สามารถตอบได้และไม่ขอก้าวล่วง
อย่างไรก็ตาม จุดที่ตำรวจให้ความสนใจคือ ช่วงหลังพบว่า สีกาเอ๋มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ ทั้งที่ไม่ได้ประกอบอาชีพเป็นหลักแหล่ง โดยก่อนหน้านี้เคยถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายในปี 2562 และได้รับการปลดจากการล้มละลายในปี 2565
หลังพ้นสถานะล้มละลายเพียงไม่กี่ปี กลับพบว่ามีบ้าน 2 หลัง มูลค่ารวมประมาณ 4 ล้านบาท รวมถึงเงินสดและทรัพย์สินมีค่าอีกจำนวนมาก จึงเกิดข้อสงสัยว่าทรัพย์สินดังกล่าวมีที่มาอย่างไร
ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ ระบุว่า หากเจ้าตัวประกอบอาชีพหรือทำธุรกิจและมีรายได้ก็สามารถอธิบายที่มาของทรัพย์สินได้ แต่จากการตรวจสอบพบว่าไม่ได้ทำมาหากินเป็นหลักแหล่ง ขณะที่ทรัพย์สินกลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงเป็นประเด็นที่ตำรวจต้องตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียด
เบื้องต้นตำรวจเชื่อว่า การให้ความดูแลและอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมถึงทรัพย์สินเงินทองที่มาจากญาติโยม อาจมีส่วนไหลไปถึงหญิงคนสนิท ก่อนนำไปสู่การขยายผลตรวจสอบและดำเนินคดีในที่สุด
ขณะที่เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติยืนยันว่า อดีตพระวชิรญาณต้องขาดจากความเป็นพระภิกษุ เนื่องจากพฤติกรรมเข้าข่ายอาบัติปาราชิก และการลาสิกขาครั้งนี้เป็นผลจากการดำเนินการตามพระธรรมวินัย ไม่ใช่การสึกโดยสมัครใจ

