xs
xsm
sm
md
lg

“ไอซ์ รักชนก” ซัด TH-AI Passport ยอดไม่วิ่งอย่าโทษคนไม่มีเน็ต จี้เปิด Active User ก่อนจ่าย 1.6 พันล้าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ไอซ์ รักชนก ซัด TH-AI Passport ยอดไม่วิ่งอย่าโทษคนไม่มีเน็ต จี้รัฐเปิดตัวเลขผู้ใช้จริง ก่อนจ่ายงบ 1.6 พันล้าน ถามโครงการมีปัญหาหรือคนไม่มีอินเทอร์เน็ตกันแน่

วันที่ 13 ก.ย. 2569 น.ส.รักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือกระทรวงดีอี ภายหลังนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ร่วมหารือกับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS เพื่อสนับสนุนแพ็กเกจใช้อินเทอร์เน็ตภายในแอปพลิเคชัน AiPASS แบบไม่จำกัด ราคา 29 บาทต่อเดือน

น.ส.รักชนกตั้งคำถามว่า สาเหตุที่ประชาชนยังไม่เข้าไปใช้บริการ AI ภายในโครงการ เป็นเพราะไม่มีอินเทอร์เน็ตจริงหรือไม่ หรือเกิดจากปัญหาด้านอื่นของตัวโครงการ โดยระบุว่า ชวนทุกคนคิดนะว่า ที่คนไม่เข้าไปใช้ AI ลูกเทพเนี่ย เป็นเพราะว่าไม่มีอินเทอร์เน็ตจริง ๆ ไหม หรือมันเป็นเพราะว่าปัญหาอย่างอื่น

โครงการ TH-AI Passport ใช้งบประมาณประมาณ 1,621 ล้านบาท ตั้งเป้าให้คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปไม่น้อยกว่า 5 ล้านคน สามารถเข้าถึงเครื่องมือ Generative AI ระดับ Pro หรือ Premium พร้อมหลักสูตรพัฒนาทักษะด้าน AI เป็นระยะเวลา 1 ปี โดยเปิดระบบให้ใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569

▪️จี้เปิดยอด Active User ตัวจริง

น.ส.รักชนกระบุว่า แม้โครงการเปิดรับลงทะเบียนและมียอดผู้ลงทะเบียนประมาณ 1.5 ล้านราย แต่ตัวเลขที่สำคัญกว่าคือจำนวน “Active User” หรือผู้ที่เข้าไปใช้งานเครื่องมือ AI ระดับ Pro จริง เพราะอาจเป็นตัวเลขที่ถูกนำไปใช้คำนวณวงเงินที่รัฐต้องจ่ายให้ผู้รับจ้าง

“ยอด Active User คนที่เข้าไปแตะระดับ Pro จริง ๆ กระทรวงดีอี สดช. และ Human Intelligence ซึ่งเป็นบริษัทผู้รับเหมา ยังไม่เปิดเผย ซึ่งจริง ๆ ตัวเลขนี้สำคัญมาก เพราะว่ามันต้องเอาไปคำนวณว่า สุดท้ายประชาชนจะต้องจ่ายเงินให้กับโครงการนี้กี่บาท”

น.ส.รักชนกจึงเรียกร้องให้กระทรวงดีอีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดเผยหลักเกณฑ์การนับ Active User จำนวนผู้ใช้งานจริง ตลอดจนวิธีคำนวณค่าตอบแทนให้ผู้รับจ้างอย่างละเอียด เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบการใช้งบประมาณได้

▪️ชี้ยอดลงทะเบียนไม่ใช่ความนิยมตามธรรมชาติทั้งหมด

น.ส.รักชนกยังกล่าวถึงการประชาสัมพันธ์ยอดลงทะเบียนล่วงหน้า ซึ่งเคยมีการเปิดเผยว่ามีประชาชนลงทะเบียนเพิ่มขึ้นหลักแสนรายต่อชั่วโมง โดยตั้งข้อสังเกตว่า ยอดลงทะเบียนดังกล่าวไม่ได้เกิดจากความสนใจของประชาชนโดยธรรมชาติทั้งหมด เพราะกระทรวงดีอีได้ส่งหนังสือราชการขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานทั่วประเทศ ทั้งกระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานย่อย ให้บุคลากรร่วมลงทะเบียนโครงการ พร้อมแนบคู่มือการสมัครไปด้วย

“ยอดลงทะเบียนตอนนั้นมันไม่ได้ออร์แกนิก มันไม่ได้มาจากประชาชนที่สนใจโครงการแล้วมาลงทะเบียน แต่มันเป็นเพราะว่ากระทรวงดีอีร่อนหนังสือราชการถึงหน่วยงานทั่วประเทศ”

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า ภายหลังยังมีการขยายการส่งหนังสือไปยังมหาวิทยาลัย โรงเรียน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีบางสถาบันออกหนังสือแจ้งให้นักเรียนและนักศึกษาร่วมลงทะเบียน แต่ยอดรวมยังอยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านราย ห่างจากเป้าหมาย 5 ล้านราย

▪️โต้เหตุผล “คนไทยไม่มีอินเทอร์เน็ต”

สำหรับแนวคิดจัดทำแพ็กเกจอินเทอร์เน็ต AiPASS เดือนละ 29 บาท น.ส.รักชนกมองว่า เป็นการตั้งสมมติฐานว่าอุปสรรคสำคัญของโครงการคือประชาชนไม่มีอินเทอร์เน็ต ทั้งที่ข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ประชาชนอายุ 6 ปีขึ้นไปประมาณ 66.2 ล้านคน มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตถึง 60.9 ล้านคน หรือร้อยละ 91.9

“คนไทยไม่มีอินเทอร์เน็ตใช้จริงหรือเปล่า ทุกคนดูข้อมูลนี้นะคะ ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พบว่ามีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตประมาณ 60 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 90”

ดังนั้น ปัญหาที่ทำให้ประชาชนไม่เข้าใช้งานอาจไม่ใช่เรื่องค่าอินเทอร์เน็ต แต่อาจเป็นเรื่องคุณภาพของแพลตฟอร์ม รูปแบบการให้บริการ ความจำเป็นในการใช้งาน หรือความเชื่อมั่นต่อโครงการ ซึ่งรัฐบาลควรศึกษาจากพฤติกรรมผู้ใช้จริงก่อนออกมาตรการเพิ่มเติม

▪️ตั้งข้อสังเกตเป้าหมาย 5 ล้านคน

น.ส.รักชนก ยังวิจารณ์การกำหนดเป้าหมายผู้ใช้งานจำนวน 5 ล้านคน โดยกล่าวหาว่าไม่มีผลการวิจัยหรือการสำรวจที่ชัดเจนมารองรับ พร้อมตั้งข้อสงสัยว่าเป้าหมายดังกล่าวอาจถูกกำหนดขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับวงเงินจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

“ยอมรับความจริงเถอะ จุดเริ่มต้นของโครงการนี้ ตั้งแต่แรกที่บอกว่าจะแจก AI แบบ Pro ให้กับคน 5 ล้านคน ตัวเลขก็ตั้งขึ้นมามั่ว ๆ ไม่ได้มาจากการวิจัยหรือสำรวจอะไรเลย”

นอกจากนี้ ยังกล่าวหาว่า ภายหลังโครงการถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก รูปแบบสัญญาจึงถูกเปลี่ยนจากการเหมาจ่ายมาเป็นการจ่ายตามจำนวน Active User และเมื่อผู้ใช้งานจริงมีจำนวนต่ำ ก็เกิดแรงกดดันให้หน่วยงานเร่งเพิ่มยอดลงทะเบียนและยอดใช้งานด้วย