เจาะท่อเงิน 55 ล้านโกงสอบท้องถิ่น จับ 2 DSI เป็นแค่ทางผ่าน ตำรวจไล่ล่าหาตัว "เจ้าของโควตา" ตัวจริงที่อยู่เหนือขึ้นไป หลังพบรายชื่อผู้สมัครกว่า 701 คนในขบวนการซื้อขายตำแหน่งข้าราชการครั้งมโหฬาร
เงินสด 55 ล้านบาท รายชื่อผู้สมัคร 701 คน และเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI 2 คน
3 องค์ประกอบนี้กำลังกลายเป็น “จิ๊กซอว์ชิ้นใหม่” ของคดีทุจริตสอบท้องถิ่น ซึ่งอาจทำให้ภาพของคดีเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
เพราะหากพิจารณาจากพฤติการณ์ที่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เปิดเผยเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 คดีนี้อาจไม่ได้มีเพียงขบวนการแก้คะแนนเพื่อแลกเงิน แต่มีลักษณะคล้าย “ระบบจัดสรรโควตา” ที่มีคนรวบรวมรายชื่อ รวบรวมเงิน ส่งต่อขึ้นไปเป็นทอด ๆ และอ้างถึงบุคคลที่สามารถจัดการผลสอบหรือการบรรจุได้
ที่สำคัญ การจับเจ้าหน้าที่ DSI 2 ราย อาจยังไม่ใช่ปลายทาง
แต่เป็นเพียง “ข้อต่อ” อีกชั้นหนึ่งของท่อเงินเท่านั้น
วันที่ 11 กันยายน 2569 CIB โดย บก.ปปป. สนธิกำลังกับ ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. เข้าจับกุมเจ้าหน้าที่ DSI 2 ราย ได้แก่ นายอิทธิพล หรือ “วิคเตอร์” เจ้าหน้าที่คดีพิเศษชำนาญการ และนายอนุรักษ์ หรือ “ดร.ต่อ” พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ
ทั้งคู่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการเรียกรับผลประโยชน์จากผู้สมัครสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น โดยคดีถูกขยายผลมาจากนายประวิทย์ จารุรัชกุล หรือ “นายกเฮง” ซึ่งถูกจับก่อนหน้านี้
CIB แถลงชัด “นายกเฮง” นำเงินสดรวม 55 ล้านบาท พร้อมรายชื่อผู้สมัคร 701 ราย ให้เจ้าหน้าที่ DSI ทั้งสองถึง 2 ครั้ง เป็น “เงินมัดจำ” สำหรับการช่วยเหลือเรื่องสอบและบรรจุข้าราชการท้องถิ่น
นี่ไม่ใช่เงินหลักหมื่นหรือหลักแสน แต่เป็นเงินสด 55 ล้านบาท และไม่ใช่รายชื่อผู้สมัครเพียงไม่กี่สิบคน แต่ถึง 701 ราย!!
คำถามจึงเกิดขึ้นทันทีว่า หากคน 701 คนสามารถถูกรวบรวมเข้ามาอยู่ใน “โควตา” เดียวกันได้ ใครเป็นคนรับรองว่าโควตานี้มีจริง?
และเหนือเจ้าหน้าที่ DSI ทั้งสองคนขึ้นไป ยังมีใครอีกหรือไม่?
และเงิน 55 ล้านไปไหน?
แหล่งข่าวระดับสูง เผยถึงจำนวนผู้สมัครในเครือข่าย ว่า “ โควตานายกเฮงที่รับมาทั้งหมด 700 แต่ได้…57 คน”
เมื่อผลไม่เป็นไปตามที่ตกลงกัน จึงเกิดการติดตามเงิน 55 ล้านที่จ่ายไป
“แล้วนายกเฮงก็เลยมาทวงเงินที่จ่ายไปคืน จากคนรับก็คือดร.ต่อกับวิคเตอร์”
ดังนั้น หากจ่าย 55 ล้านแล้ว “งานไม่สำเร็จ” ใครคือคนที่มีหน้าที่ต้องคืนเงิน?
คำสำคัญที่ต้องแกะต่อ คือ ”โควตา”
มีการกล่าวอ้างถึงโควตาจาก “บอส” ซึ่งถูกอ้างว่าเป็นผู้มีอำนาจเกี่ยวข้องกับการจัดสอบ ก่อนจะมีการรวบรวมเงินและรายชื่อส่งต่อไป
หากคำว่า “โควตา” เป็นเพียงคำหลอกลวงเพื่อเอาเงิน เรื่องก็อาจจบลงที่คดีเรียกรับผลประโยชน์หรือฉ้อโกง
แต่หากพบว่าโควตาดังกล่าวเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงคะแนนจริง การเข้าถึงข้อมูลจริง หรือการบรรจุจริง คดีจะเปลี่ยนความหมายทันที
เพราะนั่นหมายความว่า ต้องมีคนที่เข้าถึง “ระบบ” อยู่ในห่วงโซ่ด้วย
คนรวบรวมเงินอย่างเดียวแก้คะแนนไม่ได้ คนรวบรวมรายชื่ออย่างเดียวเปลี่ยนผลสอบไม่ได้
และคนที่รับเงินอย่างเดียวก็ไม่สามารถสร้างตำแหน่งราชการขึ้นมาเองได้
ดังนั้น การสอบสวนจึงต้องตอบให้ได้ว่า ใครเป็นเจ้าของโควตาที่ถูกนำไปขาย
“เราอยากให้เห็นท่อของเงิน”
แหล่งข่าวอธิบายว่า เป้าหมายคือการไล่เส้นทางจากระดับล่างขึ้นไปหาคนระดับบน
“เราอยากให้เห็นท่อของเงินที่มันไปจากเด็ก ไปถึงหัวสาย ไปถึงคนที่รับโควตามา”
คำถามคือ ใครเป็นเจ้าของโควตา? เป็นผู้รับเงิน?
เป็นผู้ประสาน?
ซึ่งจะเป็นท่อตรง เพื่อที่จะมาเชื่อมโยงถึงตัว “พิชิต”กับ ดร.วิน“
เพราะหากเงิน 55 ล้านบาทไม่ได้หยุดอยู่ที่ผู้ต้องหาสองคน คำถามที่ใหญ่ที่สุดของคดีก็คือ
เงินถูกส่งต่อไปไหน?
CIB ระบุว่า เงิน 55 ล้านบาทถูกนำไปส่งมอบรวม 2 ครั้ง
เงินสดมีปัญหาสำคัญสำหรับการสืบสวน คือมันไม่ทิ้ง “statement” เหมือนการโอนผ่านธนาคาร
และที่สำคัญที่สุด หลังรับรายชื่อแล้ว มีใครเข้าไปแตะต้องคะแนนของคนในรายชื่อนั้นหรือไม่?
นี่ต่างหากคือจุดที่จะเปลี่ยน “คดีเรียกรับเงิน” ให้กลายเป็นแผนผังของขบวนการโกงสอบทั้งระบบ
หลังเกิดการจับกุม DSI ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า ผู้ถูกจับทั้งสองเป็นข้าราชการของกรมจริง โดยเป็นระดับชำนาญการพิเศษ 1 ราย และระดับชำนาญการ 1 ราย
DSI ระบุว่า จากการตรวจสอบพบมูลทางอาญาเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ทั้งสอง และอธิบดีได้มีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน พร้อมดำเนินการสอบสวนทางวินัย โดยยืนยันว่าพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหาเป็นการกระทำในฐานะส่วนตัว ไม่ได้ใช้อำนาจหน้าที่ของ DSI ในการร่วมกระทำผิด
หรือ DSI กำลังแยกองค์กรออกจากพฤติการณ์ส่วนบุคคล
แต่อีกด้านหนึ่ง การที่เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานสอบสวนคดีพิเศษถึง 2 คนถูกกล่าวหาว่าเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่ของคดีทุจริตสอบราชการ ย่อมทำให้เกิดคำถามต่อความน่าเชื่อถือของระบบบังคับใช้กฎหมายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หากมองคดีนี้เป็นแผนผัง การจับกุมวันที่ 11 กันยายนอาจยังไม่ได้หมายความว่าเจ้าหน้าที่พบ “ยอดพีระมิด”
ตรงกันข้าม มันอาจหมายถึงเพิ่งพบ ข้อต่อสำคัญกลางท่อ
วันนี้มีชื่อผู้รวบรวมเงิน
มีรายชื่อผู้สมัคร 701 คน
มีเงินสด 55 ล้านบาท
มีเจ้าหน้าที่ DSI 2 คนถูกจับ
และมีคำกล่าวอ้างถึง “โควตา” กับบุคคลที่อยู่เหนือขึ้นไป
สิ่งที่ยังขาดคือคำตอบว่า
ใครมีอำนาจทำให้โควตานั้นเกิดผลจริง
การสอบสวนหลังจากนี้จึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงคำถามว่า “ใครรับเงิน”
แต่ต้องไล่ต่อไปว่า ใครรับรายชื่อ ใครสั่งการ ใครเข้าถึงคะแนน ใครแก้คะแนน ใครจัดสรรโควตา และเงินก้อนสุดท้ายไปหยุดอยู่ที่ใคร
เพราะหากพิสูจน์ได้ว่ามีระบบตั้งแต่การขายโควตา รับเงิน ส่งรายชื่อ แก้คะแนน ไปจนถึงการบรรจุ นี่จะไม่ใช่คดีของนายหน้าไม่กี่คน หรือเจ้าหน้าที่รัฐสองคนอีกต่อไป
แต่มันคือคำถามใหญ่ที่สุดต่อระบบสอบราชการว่า
มีใครสร้าง “ตลาดซื้อขายเก้าอี้ข้าราชการ” ขึ้นมา และตลาดนี้เปิดมานานแค่ไหนแล้ว?

