xs
xsm
sm
md
lg

'อนุทิน' ขยับดึง 'กล้าธรรม' ระแวงเพื่อไทยทิ้งกลางวิกฤต แต่เพื่อนเก่า ไม่ยอมเปลืองตัว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



'อนุทิน' หวั่นไหว เจอแรงกดดันคดี สว. แถมระแวงเพื่อไทยทิ้งกลางทาง รีบขยับดึงกล้าธรรมมาเสริมทัพ แต่งานนี้เพื่อนเก่าไม่เล่นด้วย ชี้ยังไม่ถึงเวลาต้องเปลืองตัวร่วมวิกฤต

'อนุทิน ชาญวีรกูล' นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ประกาศชัดว่าไม่ปิดโอกาสในการร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมในอนาคต โดยย้ำว่า “ทุกอย่างเป็นไปได้หมด” อนุทินยังยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีการปรับคณะรัฐมนตรี ภายหลังผ่านการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 แต่ในเวลาเดียวกันกลับเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้พรรคกล้าธรรมอย่างตรงไปตรงมา นี่จึงเป็นภาพที่น่าสนใจ เพราะจากพรรคที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าไม่ใช่ตัวเลือกที่ภูมิใจไทยต้องการ วันนี้กลับกลายเป็นพรรคที่อนุทินยอม “เปิดประตู” รอไว้ล่วงหน้า

สัญญาณที่ส่งออกมาจากพรรคภูมิใจไทยสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกที่ไม่มั่นคงในทางการเมือง แม้ฝ่ายรัฐบาลจะยืนยันว่ามีเสถียรภาพและเสียงสนับสนุนเพียงพอ แต่การเมืองในสภาไม่ได้วัดกันเฉพาะจำนวนเสียง ณ วันนี้ หากยังต้องคำนึงถึงแรงกดดันจากหลายด้านที่อาจเกิดขึ้นพร้อมกันในอนาคต

หนึ่งในนั้นคือประเด็นคดีฮั้วเลือก สว. ซึ่งกำลังกลายเป็นแรงกดดันต่อภูมิใจไทยอย่างต่อเนื่อง โดย iLaw เปิดเผยข้อมูลและผลการทำงานของคณะไต่สวนที่มีทั้งเจ้าหน้าที่ กกต. และดีเอสไอร่วมดำเนินการ ขณะที่พรรคภูมิใจไทยออกมาตอบโต้และตั้งคำถามต่อที่มาของเอกสาร รวมถึงการเชื่อมโยงบุคคลในพรรคอย่างต่อเนื่อง

อาการของ 'ศุภชัย ใจสมุทร' ฝ่ายกฎหมายของพรรค ถือเป็นสิ่งที่สะท้อนความรู้สึกของค่ายสีน้ำเงินได้ไม่น้อย เพราะในช่วงที่ผ่านมา ศุภชัยออกมาโต้ตอบประเด็นนี้หลายครั้ง ทั้งย้ำว่าการกล่าวหาต้องมีหลักฐานและตั้งคำถามว่าเอกสารจากสำนวนหลุดออกมาได้อย่างไร

การตั้งคำถามของพรรคภูมิใจไทยเกี่ยวกับที่มาของเอกสารหลักฐานดังกล่าว ด้านหนึ่งเป็นการโยงไปถึงการควานหาตัว “หนอนบ่อนไส้” ในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เนื่องจากพรรคภูมิใจไทยเองมีความเชื่อว่าเอกสารที่ฝ่ายตรงข้ามเอาเปิดเผยนั้นหลุดมาจากดีเอสไอ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชาติเคยกำกับดูแลมาก่อน ช่องทางใดที่ทำให้เอกสารหลุดออกมาได้ก็น่าจะเป็นช่องทางนี้ จึงทำให้พรรคภูมิใจไทยอาจมองพรรคเพื่อไทยบนความระแวงไม่มากก็น้อย

เมื่อความไม่ไว้วางใจเพิ่มขึ้น จึงเป็นที่มาที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยต้องแสวงหาพันธมิตรเพิ่มเติม ซึ่งหนีไม่พ้นเพื่อนเก่าอย่าง 'พรรคกล้าธรรม' เพราะหากวันหนึ่งเสียงในสภาเกิดสั่นคลอน การมีพรรคกล้าธรรมเข้ามาอยู่ในรัฐบาลย่อมช่วยเพิ่มพื้นที่ในการต่อรองและลดความเสี่ยงทางการเมืองให้กับนายกรัฐมนตรีได้ไม่น้อย

ที่ผ่านมา กระแสข่าวเรื่องการพยายามดึง 'กล้าธรรม' เข้าไปเป็นพวกเพื่อหวังพลิกสมการการเมืองมีให้เห็นอยู่เป็นระยะ แต่ข้อจำกัดสำคัญคือสถานการณ์ยังไม่สุกงอมพอที่จะทำให้เกิดการพลิกขั้วอย่างง่ายดาย อีกทั้ง ภูมิใจไทยเอง หากถึงจุดที่สถานการณ์บีบคั้นจริง ทางเลือกหนึ่งที่เป็นไปได้อาจเป็นการยุบสภาแล้วกลับไปสู้กันใหม่ในสนามเลือกตั้ง มากกว่าจะยอมให้เกิดการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลจนพรรคต้องเสียอำนาจบริหาร

ด้วยฉากทัศน์ทางการเมืองดังกล่าว ทำให้พรรคกล้าธรรมจึงไม่รีบกระโดดไปพายเรือร่วมกับพรรคภูมิใจไทย เพราะไม่มีความจำเป็นเลยที่พรรคกล้าธรรมต้องเปลืองตัวเองในเวลานี้ เพราะในทางกลับกันปัจจุบันพรรคกล้าธรรม แม้ไม่ได้เป็นรัฐบาลแต่ก็ยังสามารถทำงานพื้นที่และรักษาฐานทางการเมืองสีเขียวได้เป็นปึกแผ่น รวมทั้งไม่มีแรงกดดันทางการเมืองไม่ว่าจะฝ่ายใดหรือสีใด

ด้วยเหตุใดๆ การปล่อยให้พรรคภูมิใจไทยเป็นไปตามยถากรรม น่าจะเป็นการวางตัวท่ี่เหมาะที่สุดสำหรับพรรคกล้าธรรม เพราะการเปลืองตัวเพื่อ 'อนุทิน-ภูมิใจไทย'ในตอนนี้มีแต่เสียกับเสีย การเป็นฝ่ายค้านในสายตาของพรรคกล้าธรรม ไม่ใช่เรื่องที่เสียหายในทางการเมืองเมื่อเทียบกับต้องไปเป็นพรรคอะไหล่และเป็นนั่งร้านให้กับรัฐบาลสีน้ำเงิน