ปธ.กกต. แจงเหตุไม่ฟ้องนักการเมือง-ภูมิใจไทย ชี้พยานรหัส 16/26 ไม่น่าเชื่อถือ เส้นเงินไม่พบพิรุธ-สายโทรศัพท์ฟันธงไม่ได้ ชี้ ไม่ใช่ “ไปรษณีย์” ที่ส่งฟ้องทั้งหมดได้โดยไร้หลักฐาน อัดนักวิชาการ-อดีต กกต. อย่าชี้นำสังคมผิดเตือนต้องเป็นหลักให้บ้านเมือง รักษากม.และรักษาบ้านเก่าด้วย
วันนี้ (14 ก.ย.) นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงภายหลัง กกต.มีมติสั่งฟ้องและดำเนินคดีอาญาผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 77 รายว่า บุคคลทั้ง 77 ราย ยังไม่ได้ถือว่ากระทำความผิด แต่จากพยานหลักฐานที่ได้จากการไต่สวน กกต.เห็นว่ามีเหตุอันควรเชื่อว่าฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมาย จึงต้องนำพยานหลักฐานไปพิสูจน์กันต่อในชั้นศาล เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์
นายณรงค์ยกตัวอย่างพฤติการณ์ในพื้นที่ จ.หนองบัวลำภู ซึ่งเกี่ยวข้องกับ สว.คนปัจจุบันว่า จากการไต่สวนพบพฤติการณ์ ให้ทรัพย์สินหรือเงินทองแก่ผู้มีสิทธิเลือก สว. เพื่อจูงใจให้ลงคะแนนให้ตนเอง โดยพบทั้งความเชื่อมโยงของเส้นทางการเงินและข้อมูลการติดต่อทางโทรศัพท์ และในกลุ่มจังหวัดอื่นที่พบความผิดก็จะพิจารณาพฤติการณ์ในลักษณะเดียวกัน โดย กกต.เชื่อว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายการทุจริตในการเลือก สว.
ส่วนกรณีที่ กกต.มีมติไม่สั่งฟ้อง ส.ส. กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 นายณรงค์กล่าวถึง พยานรหัส 16/26 ว่า กกต.พิจารณาแล้วเห็นว่าพยานปากดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1
นายณรงค์ระบุว่า ในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ต้องพิจารณาทั้งภูมิหลังทางการเมือง ความสอดคล้องของคำให้การ และระยะเวลาที่พยานเข้ามาให้การหลังเกิดเหตุ โดยเฉพาะพยานที่มีการกลับคำให้การ ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีกรณีที่พยานลักษณะดังกล่าวถูกศาลลงโทษมาแล้ว
“ผมเคยเป็นผู้พิพากษามาก่อน จึงให้ความสำคัญกับการชั่งน้ำหนักความน่าเชื่อถือของพยาน” นายณรงค์กล่าว
สำหรับพยานรหัส 16/26 หากตรวจสอบประวัติพบว่าเคยถูกศาลพิพากษาจำคุก 11 ปี ในคดีเกี่ยวกับการอายัดย่อยสหกรณ์ออมทรัพย์ครู มูลค่าเกือบ 500 ล้านบาท และปัจจุบันถูกตัดสิทธิทางการเมืองจากคดีจริยธรรม จึงจำเป็นต้องนำประวัติดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาความน่าเชื่อถือของพยาน
นายณรงค์กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบ เส้นทางการเงินของกลุ่มบุคคลที่ถูกกล่าวหาไม่พบความผิดปกติ ส่วนข้อมูลการติดต่อทางโทรศัพท์ แม้จะพบว่ามีการโทรศัพท์หากัน แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าพูดคุยกันในเรื่องใด จึงยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1
ส่วนกรณีการพบปะที่โรงแรมพูลแมนภายหลังการเลือก สว. ซึ่งมีพยานกล่าวถึงการพบ นายเนวิน ชิดชอบ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นั้น นายณรงค์กล่าวว่า แม้จะมีข้อมูลการพบปะ แต่ไม่มีรายละเอียดหรือพยานหลักฐานที่ชัดเจนว่าบุคคลทั้งสองเดินทางไปพบกันเพื่อดำเนินการใด จึงสามารถเป็นไปได้หลายทาง และยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะชี้ว่ากระทำความผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1
นายณรงค์ย้ำว่า หลักสำคัญในการพิจารณาคือ ต้องยึดพยานหลักฐานในสำนวนและชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานตามกฎหมาย พร้อมระบุว่าไม่สามารถตอบแทน กกต.คนอื่นได้ แต่เชื่อว่ากรรมการทุกคนใช้ดุลพินิจและหลักเกณฑ์ในการพิจารณาพยานหลักฐานอย่างเหมาะสม
สำหรับข้อกล่าวหาที่ 1 เมื่อ กกต.พิจารณาแล้วเห็นว่ายังรับฟังไม่ได้ จึงมีผลต่อเนื่องไปยังข้อกล่าวหาที่ 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการได้รับความช่วยเหลือในการเลือก สว. เพราะยังไม่สามารถรับฟังได้ว่าบุคคลที่มีชื่อในสำนวนได้รับความช่วยเหลือดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม บุคคลกลุ่มนี้ยังอาจถูกพิจารณาในข้อกล่าวหาอื่นที่มีพยานหลักฐานแตกต่างกัน เช่น การจูงใจให้เลือกตนเอง การจัดทำโพย หรือการดำเนินการในลักษณะอื่น โดย กกต.มีมติส่งคำร้องกรณี สว.กลุ่มหนึ่งจำนวน 26 คน ต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาเรื่องการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง และบางรายอาจถูกดำเนินคดีอาญาตามข้อกล่าวหาอื่นต่อไป
นายณรงค์กล่าวถึงการเข้ามาทำหน้าที่ กกต.ว่า ไม่มีสิ่งใดเป็นเกราะป้องกันตัวเอง สิ่งที่จะป้องกันได้คือการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบอย่างเคร่งครัด รวมถึงสามารถอธิบายต่อสังคมได้ว่าการพิจารณามีเหตุผลและพยานหลักฐานชัดเจนหรือไม่ โดยส่วนตัวเห็นว่าการทำงานของ กกต.มีความชัดเจน พร้อมขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณติดตามการทำงาน
“กกต.ไม่เคยคิดที่จะทำสิ่งใดนอกลู่นอกทางหรือหลีกเลี่ยงกฎหมาย กกต.ทุกคนนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งต่างทุ่มเททำงานเพื่อเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนกลับคืนมา” นายณรงค์กล่าว พร้อมยอมรับว่าแต่ละคนอาจมีมุมมองต่อการทำงานของ กกต.แตกต่างกัน จึงขอโอกาสจากสังคมและขอให้ติดตามการทำงานในระยะยาว
โต้ “ไอลอว์” ฟ้อง 229 คน ยัน กกต.ไม่ใช่ “ไปรษณีย์”
เมื่อถามถึงกรณีไอลอว์เรียกร้องให้ กกต.ส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน โดยให้เหตุผลว่า กกต.ไม่ใช่ศาล นายณรงค์ยอมรับว่า “ถูกต้อง กกต.ไม่ใช่ศาล” แต่กฎหมายให้อำนาจ กกต.พิจารณาว่ากรณีใดมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินการต่อศาล และกรณีใดไม่สามารถรับฟังได้ว่ากระทำความผิด
นายณรงค์ตั้งคำถามกลับว่า หาก กกต.ต้องส่งฟ้องทุกคน ทั้งที่พิจารณาแล้วไม่สามารถรับฟังได้ว่ากระทำความผิด จะร่างฟ้องอย่างไร จะนำสืบพยานอย่างไร และหากนำพยานรหัส 16/26 ไปเป็นพยานในศาล พยานรายนี้จะยืนยันคำให้การหรือไม่
“ถ้าให้ กกต.ยื่นฟ้องทั้งหมด ให้ กกต.เป็นไปรษณีย์ ทำเช่นนั้นเท่ากับ กกต.ทำผิดกฎหมายด้วยซ้ำไป” นายณรงค์กล่าว
พร้อมฝากถึงครูบาอาจารย์ นักวิชาการ และอดีต กกต.ว่า ควรเป็นหลักให้สังคม ไม่ควรชี้นำข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง
“อันไหนถูก ท่านว่าถูก อันไหนผิด ท่านว่าผิด ท่านต้องเป็นหลักให้บ้านเมือง อย่าคิดว่าอยู่หน้าสื่อแล้วพูดอะไรก็ได้... อดีต กกต.ก็ตาม ท่านทำงานอยู่ตรงนี้ ท่านรู้กฎ รู้ระเบียบ ทำไมไม่ชี้นำสังคมให้มันถูกต้อง... อันไหนถ้าเราทำผิด ท่านว่าไปเลย อันไหนถูก เคยอยู่บ้านนี้ ทำไมท่านไม่รักษาบ้านเดิมท่านบ้าง”
ย้ำสำนวน กกต.-DSI ไม่ได้จบที่มติไม่ฟ้องนักการเมือง
เมื่อถามว่าการฟ้องเพียงบางคนและไม่มีนักการเมือง อาจเข้าข่าย “ฟอกขาว” หรือเท่ากับตีตกสำนวนข้อหาอั้งยี่-ซ่องโจรที่เชื่อมโยงกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) หรือไม่ นายณรงค์กล่าวว่า การดำเนินคดีในส่วนของ DSI ยังคงเป็นไปตามขั้นตอนของหน่วยงานดังกล่าว โดยที่ผ่านมา กกต.และ DSI ทำงานร่วมกันมาโดยตลอด
โดยเฉพาะคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งรวบรวมพยานหลักฐานสำคัญ ทั้งข้อมูลเส้นทางการเงินและประวัติการใช้โทรศัพท์ โดยได้รับความช่วยเหลือจาก DSI เพื่อนำมาใช้ประกอบการพิจารณา
นายณรงค์ย้ำว่า ความเห็นของคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ความเห็นของเลขาธิการ กกต. และคณะทำงานชุดที่ 36 เป็นข้อมูลสำคัญ แต่ ไม่ได้ผูกมัดการตัดสินใจของ กกต.แต่ละคน เพราะกรรมการแต่ละคนมีดุลพินิจในการพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
ทั้งนี้ นายณรงค์ระบุว่า ส่วนตัวลงมติเห็นชอบตามแนวทางของคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ในประเด็นที่เห็นว่ามีการกระทำผิดมากกว่า 20–30 ประเด็น และได้จัดทำคำวินิจฉัยในประเด็นสำคัญด้วยตนเอง
ด้านว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. กล่าวว่า คดีฮั้วเลือก สว.มีผู้ถูกกล่าวหารวม 427 คน โดยเริ่มจากคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ก่อนส่งความเห็นให้เลขาธิการ กกต. จากนั้นเข้าสู่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดชุดที่ 36 และเสนอให้ กกต.พิจารณาเป็นขั้นตอนสุดท้าย
โดยความเห็นของแต่ละชั้นอาจแตกต่างกันได้ เนื่องจากแต่ละชุดมีหน้าที่ตรวจสอบและกลั่นกรองพยานหลักฐานและข้อกฎหมาย ความเห็นของอนุกรรมการจึงเป็นเพียงข้อมูลประกอบการตัดสินใจของ กกต. ไม่ใช่ข้อยุติ
ส่วนการตั้งคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 เป็นชุดพิเศษ เนื่องจากคดีมีผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมากและมีข้อมูลซับซ้อน โดยมีกรรมการ 7 คน
กกต.แจง “โพย สว.” ไม่ผิดโดยตัวมันเอง หากพบเชื่อมโยงคนอื่นสอบต่อ
สำหรับกรณี “โพยเลือก สว.” กกต.ชี้แจงว่า เดิมระเบียบห้ามนำเอกสารแนะนำตัวเข้าไปในสถานที่เลือก แต่ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาเพิกถอนข้อห้ามดังกล่าว ทำให้เมื่อไม่มีกฎหมายกำหนดให้การนำเอกสารเข้าไปเป็นความผิด ผู้สมัครจึงสามารถนำเอกสารเข้าไปได้
อย่างไรก็ตาม หากพบโพยที่มีความเชื่อมโยงกับบุคคลอื่น คณะไต่สวนจะตรวจสอบความเกี่ยวพันของบุคคลดังกล่าว และหากพบว่ามีมูล ก็จะดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ที่มีรายชื่อในโพยทุกรายต่อไป

