ศูนย์ข่าวศรีราชา - การขยายตัวของธุรกิจ Data Center กำลังเปลี่ยนทิศทางการลงทุนของประเทศไทยครั้งใหญ่ โดยเฉพาะพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งกำลังถูกผลักดันให้เป็นฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแห่งใหม่ของภูมิภาค รองรับการเติบโตของ AI, Cloud และเศรษฐกิจดิจิทัล ขณะที่เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้าสู่โครงการขนาดใหญ่ต่อเนื่อง
เบื้องหลังคำว่า “Digital Hub” กำลังเกิดคำถามสำคัญว่า ใครคือผู้ได้ประโยชน์จากการลงทุน และใครต้องเป็นผู้รับต้นทุนด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ระบุว่า ในปี 2568 มีโครงการ Data Center ที่ได้รับการส่งเสริมรวม 36 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนกว่า 728,000 ล้านบาท และในช่วงต้นปี 2569 BOI ยังอนุมัติโครงการ Data Center และ Data Hosting เพิ่มอีก 7 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 96,880 ล้านบาท โดยหลายโครงการตั้งอยู่ในชลบุรีและระยอง
เฉพาะพื้นที่ EEC จึงกำลังกลายเป็นสนามแข่งขันแห่งใหม่ของผู้ประกอบการ Data Center โดยมีข้อได้เปรียบทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบไฟฟ้า การเชื่อมต่อโทรคมนาคม และทำเลที่สามารถเชื่อมโยงกับนิคมอุตสาหกรรมและโครงข่ายเศรษฐกิจของภาคตะวันออก
ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อม เผยว่า ฝ่ายที่เห็นประโยชน์อย่างชัดเจนคือภาคธุรกิจและเศรษฐกิจในพื้นที่ เพราะ Data Center ไม่ได้สร้างเพียงอาคารเซิร์ฟเวอร์ แต่ยังต้องพึ่งพาธุรกิจต่อเนื่องจำนวนมาก ตั้งแต่บริษัทรับเหมาก่อสร้าง ระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็น ระบบรักษาความปลอดภัย ระบบเครือข่าย ไปจนถึงผู้ให้บริการด้านวิศวกรรมและบำรุงรักษา
ภาครัฐเองมอง Data Center เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับการยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัล และ BOI ได้ปรับเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุน เพื่อให้โครงการสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น ทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากรไทย และการสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ
โดยเงื่อนไขใหม่ยังให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่โครงการที่ต้องการสิทธิประโยชน์สูงสุดต้องผ่านเกณฑ์ด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงาน หรือ PUE และมีมาตรการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับแรงงานก็เป็นอีกโจทย์หนึ่ง เพราะ Data Center ต้องการบุคลากรด้านไอที วิศวกรรมไฟฟ้า ระบบทำความเย็น ระบบเครือข่าย และการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่งหากสามารถพัฒนาบุคลากรในพื้นที่ได้จริง ก็จะช่วยยกระดับเศรษฐกิจและทักษะแรงงานของ EEC
ในอีกด้าน Data Center เป็นธุรกิจที่ใช้ไฟฟ้าสูงและต้องการไฟฟ้าที่มีความมั่นคงตลอด 24 ชั่วโมง โดยภาครัฐกำลังเร่งลงทุนระบบส่งไฟฟ้าใน EEC เพื่อรองรับความต้องการของผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่
ขณะที่ กฟผ.ระบุว่า โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าในพื้นที่ EEC มีเป้าหมายรองรับความต้องการจาก Data Center และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยมีความต้องการที่ติดตามอยู่ประมาณ 1,150 MW พร้อมเพิ่มจุดจ่ายไฟและขยายขีดความสามารถของสถานีไฟฟ้าในชลบุรีและระยอง นั่นหมายความว่า เมื่อ Data Center ขนาดใหญ่เข้ามา สิ่งที่ต้องตามมาคือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานจำนวนมาก ซึ่งคำถามสำคัญคือ ต้นทุนของโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ตกอยู่กับใคร และประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์กลับคืนมาอย่างไร
ดร. สนธิ ให้ข้อมูลอีกว่า ขณะที่ EECO ระบุว่า หากไทยต้องการผลักดัน EEC ให้เป็นศูนย์กลาง Data Center ระดับภูมิภาค ความต้องการไฟฟ้าในระยะยาวอาจสูงถึงประมาณ 10,000 MW ขณะที่กำลังผลิตที่มีแผนไว้ในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 3,800 MW พร้อมย้ำว่าต้องมีการวางแผนทรัพยากรน้ำล่วงหน้า รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า น้ำ ใยแก้วนำแสง และสายเคเบิลใต้น้ำไปพร้อมกัน
อีกหนึ่งประเด็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการใช้น้ำ เพราะ Data Center บางรูปแบบต้องใช้น้ำในกระบวนการทำความเย็น ขณะที่เทคโนโลยีรุ่นใหม่สามารถลดการใช้น้ำได้มากขึ้น ดังนั้นคำถามสำหรับ EEC ไม่ใช่เพียงว่า “มีน้ำเพียงพอหรือไม่” แต่ต้องตอบให้ได้ว่า แต่ละโครงการใช้น้ำวันละเท่าไร เอาน้ำมาจากไหน ใช้ระบบหล่อเย็นแบบใด และน้ำหลังผ่านกระบวนการถูกจัดการอย่างไร
โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีทั้งภาคอุตสาหกรรม ชุมชน และภาคเกษตรใช้น้ำร่วมกัน การเพิ่มผู้ใช้น้ำรายใหญ่จำนวนมากอาจทำให้การแข่งขันด้านทรัพยากรมีความเข้มข้นขึ้น จึงจำเป็นต้องมีข้อมูลการใช้น้ำของแต่ละโครงการที่ตรวจสอบได้
EECO เองระบุถึงแนวทางผลักดันระบบหล่อเย็นที่มีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีขั้นสูง และ ระบบบริหารจัดการน้ำแบบหมุนเวียนหรือ Closed-loop เพื่อให้การขยายตัวของ Data Center สอดคล้องกับข้อจำกัดด้านทรัพยากรของพื้นที่
โจทย์ใหญ่ที่สุดจึงอาจไม่ใช่การถามว่า “ประเทศไทยควรรับ Data Center หรือไม่” แต่คือ ประเทศไทยจะรับการลงทุนเหล่านี้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และไม่ผลักภาระด้านสิ่งแวดล้อมให้ชุมชน
การกำหนดพื้นที่เหมาะสมสำหรับ Data Center การประเมินผลกระทบสะสมของหลายโครงการ การเปิดเผยข้อมูลการใช้ไฟฟ้าและน้ำ การตรวจสอบเสียงและระบบสำรองไฟฟ้า ตลอดจนมาตรการด้านพลังงานสะอาด จึงควรถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนตั้งแต่ต้น
โดยเฉพาะ EEC ซึ่งมี Data Center หลายโครงการทยอยเข้ามา การประเมินแต่ละโครงการแยกออกจากกันอาจไม่เพียงพอ หากในพื้นที่เดียวกันมีการลงทุนพร้อมกันหลายแห่ง ผลกระทบด้านไฟฟ้า น้ำ การใช้ที่ดิน ระบบขนส่ง และสิ่งแวดล้อมย่อมต้องถูกมองในภาพรวม
ท้ายที่สุด Data Center อาจเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยุค AI สร้างเม็ดเงินลงทุนมหาศาล ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และสร้างงานทักษะสูง แต่คำถามที่ EEC ต้องตอบควบคู่กันคือ เพราะการเป็น “Digital Hub” ที่ยั่งยืน ไม่ควรวัดเพียงจำนวนเมกะวัตต์ของ Data Center หรือมูลค่าการลงทุน แต่ต้องวัดด้วยว่า เศรษฐกิจโตขึ้นพร้อมกับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่หรือไม่ และทรัพยากรของ EEC จะเพียงพอสำหรับทุกคนในระยะยาวหรือไม่

