xs
xsm
sm
md
lg

“อนุทิน” ชิ่งหนี “วรภัค”?! จาก “รู้จักกัน 30 ปี” สู่ “ไม่ใช่รัฐบาลนี้”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



เรื่องของ “วรภัค ธันยาวงษ์” วันนี้ ถ้ามองแค่ข่าวล่าสุดเราอาจเห็นเพียงว่า อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังคนหนึ่ง มีชื่ออยู่ในบัญชี 28 รายชื่อ ที่ประธานกรรมาธิการ 2 คณะของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ส่งเรื่องให้รัฐบาลสหรัฐฯ ตรวจสอบ ว่าเข้าข่ายมาตรการคว่ำบาตร หรือไม่

แต่ถ้าย้อนกลับไปดูเส้นทางตั้งแต่ต้น จะมีอีกคนหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพูดถึง

นั่นคือ “อนุทิน ชาญวีรกูล”

เพราะเขาเป็นคนที่พา“วรภัค”เข้ามาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาล“อนุทิน 1”

และที่สำคัญ “อนุทิน” เคยพูดเองว่า...“ผมกับวรภัค รู้จักกันมา 30 ปีแล้ว”

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 ตอนเปิดตัว “วรภัค” เข้ารับตำแหน่ง “อนุทิน” ไม่ได้พูดในลักษณะว่าเป็นคนที่เพิ่งรู้จัก หรือเป็นเพียงคนนอกที่ถูกดึงเข้ามา

อนุทิน ชาญวีรกูล
ตรงกันข้าม “อนุทิน”บอกว่าตั้งใจจะเชิญ“วรภัค”มาร่วมงานอยู่แล้ว พร้อมให้เหตุผลว่า “วรภัค”รู้จักกลไกกระทรวงการคลัง เคยอยู่ในทีมเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ และสามารถเข้ามาสานงานต่อจากรัฐบาลก่อนหน้าได้ทันที

ส่วน“วรภัค”เองก็พูดในวันนั้นว่า เขารู้จัก“อนุทิน”มานาน และ“ศรัทธา”ในตัวอนุทิน จึงเต็มใจเข้ามาช่วยงานรัฐบาล

พูดง่ายๆ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ใครเพิ่งมารู้จักกันเมื่อวาน

แต่แล้วเรื่องก็เกิดขึ้น ไม่นานหลังจากนั้น!

“วรภัค” ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับบุคคลและกลุ่มธุรกิจในกัมพูชา โดยเฉพาะชื่อ “ยิม เลียก” และ “เบน สมิธ” รวมถึงกรณีที่เว็บไซต์ของ BIC Group เคยปรากฏชื่อ และภาพของวรภัค ในลักษณะที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งที่ปรึกษา

เรื่องนี้ “วรภัค” ปฏิเสธ!!

เขาชี้แจงว่า ไม่เคยเป็นกรรมการ หรือที่ปรึกษาของ BIC Bank Cambodia และไม่เคยได้รับค่าตอบแทนจากกลุ่มดังกล่าว ส่วนความสัมพันธ์กับ “เบน สมิธ” แค่รู้จักกัน จากการที่ลูกเรียนโรงเรียนเดียวกัน

ท้ายที่สุด วันที่ 22 ตุลาคม 2568 “วรภัค” ประกาศลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

เหตุผลที่เขาอธิบายต่อสาธารณะก็คือ ต้องการให้การตรวจสอบเป็นอิสระ และไม่ต้องการให้ข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นกระทบต่อการทำงานของรัฐบาล พร้อมยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง

นั่นคืออดีต!

ทีนี้มาถึงปัจจุบัน ...วันที่ 15 กันยายน 2569 ประธานกรรมาธิการการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ และประธานคณะกรรมาธิการพิเศษด้านจีน ส่งหนังสือถึงรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ขอให้ตรวจสอบบุคคล และนิติบุคคล รวม 28 รายชื่อ ว่าเข้าหลักเกณฑ์ที่จะใช้มาตรการคว่ำบาตร หรือไม่

และหนึ่งในชื่อเหล่านั้น คือ “วรภัค ธันยาวงษ์”

ต้องย้ำตรงนี้ว่า นี่เป็นเพียงคำขอให้ตรวจสอบ ยังไม่ใช่คำตัดสินว่าใครผิด และ“วรภัค”ก็ยังไม่ได้ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร

เจ้าตัวก็ออกมาชี้แจงว่าไม่เคยเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ การฟอกเงิน การค้ามนุษย์ หรืออาชญากรรมข้ามชาติ และพร้อมส่งเอกสารหลักฐานชี้แจงต่อหน่วยงานสหรัฐฯ

แต่สิ่งที่กลายเป็นประเด็นทางการเมืองไทย ก็คือ ท่าทีของ“นายกฯอนุทิน”

เมื่อวันที่17 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวถามถึงเรื่องนี้ “อนุทิน”ตอบว่า คนที่ถูกกล่าวหาก็ต้องไปตั้งทนาย และชี้แจงตัวเอง พร้อมยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล

เมื่อถูกถามย้ำว่า สหรัฐฯขอให้รัฐบาลเร่งตรวจสอบ “อนุทิน”ตอบกลับสั้นๆว่า “รัฐบาลไหนล่ะ ไม่ใช่รัฐบาลนี้!!”

ตรงนี้แหละ คือประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากวิจารณ์กัน

เพราะถ้าย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว คนที่พูดว่า“ตั้งใจจะเชิญวรภัคมาอยู่แล้ว” ก็คือ อนุทิน
คนที่บอกว่า “รู้จักกันมา 30 ปี” ก็คือ อนุทิน

วรภัค ธันยาวงษ์
คนที่เปิดตัว “วรภัค”เข้ามาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ก็คือ รัฐบาลอนุทิน

และ“วรภัค” ก็เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาล“อนุทิน1” จนกระทั่งลาออกจากตำแหน่ง เพราะกระแสข้อกล่าวหา เกี่ยวกับความเชื่อมโยงทางธุรกิจที่เจ้าตัวปฏิเสธ

ดังนั้น เมื่อวันนี้ชื่อของอดีตรัฐมนตรีคนนี้ ไปปรากฏอยู่ในกระบวนการตรวจสอบของสหรัฐฯ

นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำรัฐบาล ควรมีบทบาทอย่างไร?

ควรพูดว่า...“เรื่องนี้ไม่ใช่รัฐบาลผมแล้ว คนถูกกล่าวหาก็ไปเคลียร์กันเอง” อย่างนั้นหรือ?!

หรือควรพูดว่า “เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้น รัฐบาลจะตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ชัดเจน เพื่อให้ประเทศไม่มีข้อสงสัย”

ตรงนี้เป็นเรื่องของ “มาตรฐานความรับผิดชอบทางการเมือง” มากกว่าจะเป็นเรื่องของการตัดสินว่า“วรภัค”ผิดหรือไม่
เพราะการตรวจสอบ ไม่ได้แปลว่า ต้องกล่าวหาวรภัคว่าผิด

ในทางกลับกัน การตรวจสอบก็ไม่ได้หมายความว่า รัฐบาลต้องออกมาปกป้องเขา

แต่รัฐบาลสามารถพูดได้ว่า “เราจะตรวจสอบ” แล้วปล่อยให้ข้อเท็จจริงตอบคำถาม

โดยเฉพาะเมื่อบุคคลนั้น เคยเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลของตัวเอง

และยิ่งไปกว่านั้น นายกรัฐมนตรี ก็เคยยืนยันต่อสาธารณะว่า รู้จักบุคคลดังกล่าวมานานถึง 30 ปีและเป็นคนตั้งใจเชิญเข้ามาร่วมรัฐบาล

เพราะฉะนั้น เรื่องวรภัควันนี้ จึงไม่ได้มีแค่คำถามว่า “วรภัคเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ หรือไม่?”

แต่ยังมีอีกคำถามหนึ่งว่า“เมื่ออดีตรัฐมนตรีของรัฐบาลตัวเองถูกต่างประเทศหยิบชื่อขึ้นมาตรวจสอบ รัฐบาลไทยควรแสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องนี้อย่างไร?”

นี่อาจเป็นคำถามที่ใหญ่กว่าตัวบุคคลเสียอีก

เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่ประชาชนต้องการฟังจากปากนายกฯ ไม่ใช่คำพูดว่า “ไม่ใช่รัฐบาลนี้”

แต่อยากเห็นวุฒิภาวะของนายกฯว่า...รัฐบาลนี้จะทำอะไรบ้าง เพื่อให้ข้อเท็จจริงกระจ่าง!