xs
xsm
sm
md
lg

ชำแหละ FTA ไทย-อียู รัฐฝันดันจีดีพีโต 3% เดิมพัน "4 เส้นแดง" ต้องห้าม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



เจาะลึกสมรภูมิเจรจา FTA ไทย-อียู รัฐเร่งปิดดีลดันจีดีพีโตทะลุ 3% ขณะที่ 146 องค์กรภาคประชาชนขีด 4 เส้นแดงค้าน ทั้ง UPOV 1991 และ TRIPS-plus หวั่นกระทบสิทธิบัตรยาและอธิปไตยทางอาหารอย่างรุนแรง

ศึกเจรจาการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (FTA ไทย-EU) ที่จะชี้ชะตาคนไทยทั้งประเทศกำลังงวดเข้ามาทุกขณะท่ามกลางภาพคู่ขนานที่สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง ระหว่างรัฐบาลซึ่งวาดฝันถึงตัวเลขเติบโตทางเศรษฐกิจสวยหรู กับภาคประชาชนที่กำลังส่งเสียงเตือนถึงหายนะทั้งเรื่องยาและอธิปไตยทางเมล็ดพันธุ์และอาหาร

ความเคลื่อนไหวล่าสุด เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล ได้สะท้อนท่าที "เร่งเครื่องปิดจ๊อบ" ของภาครัฐอย่างชัดเจน โดยมีการประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป ครั้งที่ 2/2569 ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เปิดเผยความคืบหน้าหลังการประชุมฯ ว่าขณะนี้การเจรจาบรรลุข้อตกลงไปแล้วประมาณ 2 ใน 3 โดยรัฐบาลเตรียมเดินหน้าเจรจารอบที่ 10 ที่จังหวัดภูเก็ตในวันที่ 28 ก.ย. 2569 นี้ ซึ่งตั้งเป้าหมายสำคัญคือการปิดข้อบทที่เหลืออีก 1 ใน 3 ให้เสร็จสิ้นทั้งหมด ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการขัดเกลาทางกฎหมายและเสนอให้ ครม. ตลอดจนรัฐสภาพิจารณา ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการในส่วนนี้อีกประมาณ 1 ปี


สำหรับการเจรจา รัฐบาลได้เตรียมความพร้อมทั้งท่าทีหลักเพื่อมุ่งสิทธิประโยชน์สูงสุด และท่าทีรองที่เป็นเกณฑ์ขั้นต่ำ โดยในประเด็น "สินค้าอ่อนไหว" นั้น จะยังคงยึดหลักการเดิมจากการหารือรอบที่ 9 ที่กรุงบรัสเซลส์ คือการตีกรอบยกเว้นไว้โดยจะยัง "ไม่แตะต้อง" สินค้ากลุ่มนี้ และจะมุ่งเน้นเดินหน้าเปิดตลาดเฉพาะรายการสินค้าที่ทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงและได้ประโยชน์ร่วมกันก่อนเป็นลำดับแรก

รัฐบาลประเมินว่าความสำเร็จของ FTA ไทย-อียู จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และเป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดเงินลงทุนทางตรง (FDI) จากสหรัฐฯ จีน และญี่ปุ่น ให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยเพื่อส่งออกไปอียู โดยผลการศึกษาชี้ว่าข้อตกลงนี้จะช่วยผลักดันให้การส่งออกของไทยเพิ่มขึ้น 2.8% และดันจีดีพีให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก 1.28% ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในภาพรวมสามารถเติบโตทะลุระดับ 3% ต่อปีได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม “ทุ่งลาเวนเดอร์ทางเศรษฐกิจ” ของรัฐบาล ได้รับการท้าทายอย่างหนักจากเสียงสะท้อนของภาคประชาชน โดยเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา เครือข่ายภาคประชาชนและองค์กรพัฒนาเอกชนจำนวน 146 องค์กร ได้ยื่นหนังสือต่อฝ่ายการเมืองและคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องทั้งของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา โดยมีข้อเรียกร้องหลักคือขอให้รัฐสภาติดตาม ตรวจสอบ และผลักดันให้รัฐบาลยึดประโยชน์สาธารณะเป็นที่ตั้ง ก่อนการเจรจารอบที่ 10 จะเริ่มขึ้น และยังมีข้อเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลและท่าทีการเจรจาที่กระทบต่อสาธารณะ รวมทั้งจัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก่อนที่จะไปตกลงรับข้อผูกพันใดๆ

ในวันเดียวกันนี้ คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ยังจัดเวทีเสวนา "การอภิปรายเกี่ยวกับผลกระทบจากการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป" ที่อาคารรัฐสภา เพื่อรับฟังความเห็นอย่างรอบด้าน


น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล รองประธานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์) ในฐานะตัวแทน 146 องค์กร ชี้ให้เห็นถึงความน่ากังวลว่า รัฐบาลอาจเร่งรัดการเจรจาให้จบภายในปีนี้ โดยอาศัยช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ไม่ได้บังคับให้สนธิสัญญาที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมต้องผ่านการพิจารณาจากรัฐสภา พร้อมกับเน้นย้ำว่า ประโยชน์จากการส่งออกระยะสั้น ไม่ควรนำมาแลกกับสิทธิของเกษตรกรและการเข้าถึงยาของประชาชน

ทั้งนี้ จากการประมวลสรุปในภาพรวมในการเคลื่อนไหวของ 146 องค์กร ได้ขีด "4 เส้นแดง" แจ้งเตือนไปยังรัฐบาลว่าห้ามก้าวล่วงหรือนำไปใช้เป็นข้อต่อรองบนโต๊ะเจรจาโดยเด็ดขาด ประกอบด้วย

เส้นแดงที่ 1 ห้ามปล้นอธิปไตยทางอาหาร (ไม่เอา UPOV 1991)

ภาคประชาชนยืนกรานให้รัฐบาลปฏิเสธข้อผูกพันในการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา UPOV 1991 โดย นายปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BioThai) ชี้ให้เห็นว่า หากไทยแก้กฎหมายตาม UPOV 1991 สิทธิของเกษตรกรและชุมชนในการเก็บพันธุ์พืชจะถูกทำลาย แล้วไปเพิ่มอำนาจผูกขาดให้นักปรับปรุงพันธุ์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบรรษัทข้ามชาติ โดยเปิดช่องให้ฉกฉวยทรัพยากรพันธุกรรมของไทยไปใช้ได้โดยไม่ต้องบอกแหล่งที่มาและไม่ต้องแบ่งปันผลประโยชน์

ขณะที่ นางยุพิน คะเสนา แกนนำเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เสริมว่า สิ่งนี้จะตัดสิทธิเกษตรกรในการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้เพาะปลูกต่อ และอาจทำให้ต้นทุนเมล็ดพันธุ์พุ่งสูงขึ้นถึง 2-6 เท่าในระยะยาว กระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของชาติอย่างรุนแรง


เส้นแดงที่ 2 ห้ามเอาชีวิตคนไปแลกการค้า (ไม่เอา TRIPS-plus)

เรื่องยาคือความเป็นความตาย นายเฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล ผู้จัดการโครงการเข้าถึงยา เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ระบุว่า ไทยต้องไม่ยอมรับมาตรการ "TRIPS-plus" โดยเฉพาะการผูกขาดข้อมูลยา (Data Exclusivity) ซึ่งจะส่งผลให้ยาชื่อสามัญเข้าสู่ตลาดได้ล่าช้าไปอีก 2 ถึง 11 ปี ผลที่ตามมาคือการสูบเลือดสูบเนื้อจากระบบสาธารณสุข

มีการศึกษาผลกระทบความตกลงการค้าเสรีไทย – สหภาพยุโรป โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และเครือข่ายนักวิชาการ (2568) ชี้ให้เห็นว่าเงื่อนไขของอียูนอกจากทำให้ยาชื่อสามัญนอกจากออกตลาดได้ช้าทำกำไรได้ยากแล้ว ยังทำให้ค่าใช้จ่ายทางยาในประเทศจาก 130,000 ล้านบาทในช่วง 10 ปีแรก เพิ่มเป็น 3.7 ล้านล้านบาทในช่วงอีก 30 ปี ส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างระบบการรักษาพยาบาลในทุกระบบสุขภาพอย่างแน่นอน

นางยุพา สุขเรือง ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ ได้ฝากคำเตือนไปถึงทีมเจรจาว่า ไม่อยากให้นำเรื่องการเข้าถึงยาไปขึ้นโต๊ะเจรจา และขอให้นึกถึงคนที่ต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่อง อย่าเอาชีวิตคนไปแลกเปลี่ยนทางการค้า

เส้นแดงที่ 3 ห้ามรื้อกำแพงคุมน้ำเมาและต้องรักษาอธิปไตยดิจิทัล

เรื่องนี้ นายธีระ วัชรปราณี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า เรียกร้องไม่ให้รัฐบาลเร่งลดหรือยกเลิกภาษีศุลกากรเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อปกป้องสังคมจากความเสียหายทางเศรษฐกิจอันเกิดจากการดื่ม ซึ่งสูงถึง 165,450.5 ล้านบาท หรือ 1.02% ของจีดีพีในปี 2564

ขณะเดียวกัน น.ส.นิสรา แก้วสุข นักวิชาการ สภาองค์กรของผู้บริโภค ได้เตือนถึงข้อผูกพันด้านการค้าดิจิทัล โดยเฉพาะการไหลข้ามพรมแดนของข้อมูล ซึ่งไทยต้องไม่รับเงื่อนไขที่จะมาลิดรอนอำนาจรัฐในการออกกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือการจัดเก็บภาษีดิจิทัลในอนาคต

เส้นแดงที่ 4 ห้ามเปิดประตูรับขยะพิษและสารเคมีอันตราย

เครือข่ายฯ เรียกร้องรัฐบาลต้องสงวนสิทธิ์ในการกำกับดูแลและตรวจสอบการนำเข้าสารเคมีทางการเกษตร สินค้าที่ใช้แล้ว ขยะพลาสติก และขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดย นายปรกชล อู๋ทรัพย์ ย้ำว่าไทยต้องผลักดันให้อียูยุติการส่งออกสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ถูกห้ามใช้ในยุโรปมายังประเทศไทย เราต้องไม่ยอมเป็นถังขยะรองรับมลพิษจากกลุ่มประเทศที่อ้างตัวว่าพัฒนาแล้ว

สมรภูมิการเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู คือบททดสอบความรับผิดชอบของรัฐบาลว่าจะเลือกเอาตัวเลขจีดีพีมาแลกกับการผูกขาดเมล็ดพันธุ์ อธิปไตยทางอาหารและยาของชาติ หรือไม่ อย่างไร นี่คือเดิมพันและคำถามสำคัญที่คนไทยทั้งประเทศกำลังรอคำตอบ.