กองปราบเรียกสอบ ป๋อง สุพรรณ เซียนพระชื่อดัง หลังชื่อโผล่เป็นกรรมการมูลนิธิฉาวของสมีโชติ ปมยักยอกเงินวัดและฟอกเงินกว่า 700 ล้านบาท สะเทือนอาณาจักรพุทธพาณิชย์และอนาคตเหรียญเหนือดวง สู่จุดวิกฤตศรัทธาครั้งใหญ่ของวงการพระเครื่อง
22 กันยายน 2569 คือวันที่ วงการพระเครื่องต้องกลั้นหายใจ แล้วหันไปมองที่กองปราบปราม เมื่อเซียนพระเบอร์ใหญ่ของประเทศอย่าง ป๋อง สุพรรณ หรือ เสมอ งิ้วงาม ต้องเดินเท้าเข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อชี้แจงปมมีรายชื่อโผล่เป็นกรรมการใน มูลนิธิหวันโชติ ของสมีโชติ อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ ในคดีฉาวผ้าเหลืองยักยอกเงินวัดและฟอกเงินมูลค่ารวมกว่าเจ็ดร้อยล้านบาท
ในทางกฎหมาย ตัวเลขบัญชีและ ปปง. ระบุชัดเจนว่า เส้นเงินยักยอก 92 ล้านบาทพุ่งตรงไปที่สีกาคนสนิทและเครือญาติฝั่งนั้นทั้งหมด โดยยังไม่พบเส้นทางการเงินที่ผิดปกติโอนกลับมาหา ป๋อง สุพรรณ เลยแม้แต่บาทเดียว ทำให้ในแง่ของเอกสารสเตทเมนต์ธนาคารเขายังคงขาวสะอาด ในฐานะพยานผู้บริสุทธิ์ใจ
แต่ในทางสังคมศาลโซเชียลได้เปิดห้องพิพากษาล่วงหน้าแยกเป็น 3 หน้าฉากเรียบร้อยแล้ว
นั่นก็คือ สายตลาดพระเครื่องเกิดอาการตื่นตระหนกจนพากันเทกระจาดเหรียญเหนือดวงหนีตาย แต่อีกสายกลับสบช่องจ้องช้อนซื้อเก็งกำไร ขณะที่สายจับผิดพากันขุดคลิปเก่าในอดีตที่เซียนใหญ่เคยออกตัวการันตีว่า ท่านไม่เคยแตะเงินวัด เอามาแซะยับซ้ำๆ และฝั่งสายเห็นใจที่มองภาพทองคำแท่ง 1 กิโลกรัมที่ป๋องเคยโพสต์ถวาย แล้วเชื่อว่าเซียนใหญ่คนนี้ตกเป็นเหยื่อความศรัทธา
คำถามที่สังคมต้องคิดตามคือ เซียนระดับเสือปืนไวที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน ทำไมถึงเอาชื่อเสียงไปผูกติดอยู่ในโครงสร้างมูลนิธิเจ้าปัญหา
ความสัมพันธ์ลึกซ่อนเงื่อน ป๋อง สุพรรณ กับอดีตพระอาจารย์โชติ ไม่ใช่แค่พระกับโยมธรรมดา แต่นี่คือโมเดลพึ่งพาเชิงผลประโยชน์ขั้นสูงสุดในโลกพุทธพาณิชย์ ร่วมกันสร้างและผลักดันวัตถุมงคลตระกูล เหรียญเหนือดวง จากพระเครื่องหลักร้อยสู่สินทรัพย์เก็งกำไรหลักล้าน
แต่ในโลกแห่งศรัทธา หลายครั้ง พระคือผู้กุมอำนาจจิตวิทยาเหนือเซียน บารมีทางจิตวิญญาณและความไว้ใจสะสมนับสิบปี ทำให้เกิดกำแพงความเกรงใจ จนกลายเป็นช่องว่างให้อดีตพระชักชวนเซียนใหญ่ไปประดับบารมีเป็น กรรมการตรายาง ในมูลนิธิที่เพิ่งตั้งขึ้นมาบังหน้าเมื่อต้นปี 2569
สิ่งที่น่ากลัวและอัปเกรดขึ้นจากคดีทุจริตสงฆ์ในอดีต คือเงินไม่ได้วิ่งผ่านบัญชีวัดตรงๆ แต่ใช้วิธีตั้งมูลนิธิเพื่อสวมสิทธิ์รับเงินบริจาค ผันเงินเข้าอย่างถูกกฎหมายในด่านแรก ก่อนจะผ่องถ่ายออกไปหาคนสนิทนอกระบบ ซึ่งบัญชีมูลนิธิไม่ได้รายงานต่อสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ แต่รายงานต่อกระทรวงมหาดไทย
ชนวนเหตุนี้ทำให้ ปปง. ตรวจสอบได้ยากในตอนแรก และกลายเป็น 3 จุดอ่อนไหวหลังบ้านที่ทีมกฎหมายของป๋องกังวลที่สุด ข้อแรกคือ เม็ดเงินสดนอกระบบจากตู้บริจาคในวัดที่ตรวจสอบสเตทเมนต์ยาก ข้อสองคือ ปมความเกรงใจในอดีตที่อาจเคยมีการเซ็นเอกสารเปล่าทิ้งไว้ให้อดีตพระนำไปแอบอ้างทำธุรกรรมลับในนามมูลนิธิ และข้อสามคือ ตัวเลขบัญชีหลังบ้านจากการสร้างพระเครื่องรุ่นต่างๆ ที่อาจนำไปสู่การถูกเพ่งเล็งเรื่องภาษีอากรย้อนหลังยกแผง
ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของคนสองคน แต่มันคือเอฟเฟกต์โดมิโนที่กำลังเขย่าวงการพระเครื่องไทย เมื่อผู้กำหนดทิศทางตลาด เพลี่ยงพล้ำ และเหรียญระดับบลูชิพอย่างเหนือดวงสั่นคลอน วิกฤตศรัทธาเฉียบพลันนี้อาจทำให้ตลาดพุทธพาณิชย์เข้าสู่ภาวะฟองสบู่แตก
และปฏิเสธไม่ได้ว่า ดราม่าที่โหมกระหน่ำบนออนไลน์ ณ เวลานี้ ส่วนหนึ่งอาจเป็น สงครามตัวแทน ของกลุ่มขั้วอำนาจใหม่ในวงการเซียนพระ ที่สบโอกาสใช้คดีนี้ดิสเครดิตเพื่อแย่งชิงพื้นที่สื่อและส่วนแบ่งการตลาดเบอร์หนึ่ง
ไม่ว่าถ้อยแถลงหลังการสอบปากคำของ ป๋อง สุพรรณ จะออกมาแก้ต่างในทิศทางใด แต่มหากาพย์คดีฉาวครั้งนี้ได้ทำหน้าที่เป็นกระจกบานใหญ่สะท้อนช่องว่างกฎหมายในวงการสงฆ์ สเตทเมนต์ธนาคารอาจล้างมลทินในกระดาษได้ แต่รอยร้าวบนความศรัทธาของนักสะสม จะยังคงเป็นคำถามคาใจสังคมไปอีกนานแสนนาน
และโฉมหน้าของวงการพุทธพาณิชย์ไทย อาจจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป

