อัยการสหรัฐฯ เปิดฉากสอบสวนไบแนนซ์ (Binance) เอ็กซ์เชนจ์คริปโตรายใหญ่ที่สุดของโลกอีกครั้ง คราวนี้ในประเด็นละเอียดอ่อนที่สุดประเด็นหนึ่ง นั่นคือความเป็นไปได้ที่บริษัทจะรู้เห็นเป็นใจปล่อยให้อิหร่านทำธุรกรรมฝ่าฝืนมาตรการคว่ำบาตร ทั้งที่เพิ่งจ่ายค่าปรับก้อนมหาศาลถึง 4,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐไปเมื่อเกือบสามปีก่อน คดีนี้ไม่ได้โผล่มาลอยๆ แต่ต่อยอดจากคำร้องริบทรัพย์แพ่งมูลค่า 61 ล้านดอลลาร์ที่เพิ่งยื่นต่อศาลนิวยอร์กเมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งพัวพันเครือข่ายฟอกเงินจากน้ำมันอิหร่านมูลค่ากว่า 1,500 ล้านดอลลาร์
รายงานจาก Bloomberg ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 และถูกอ้างอิงต่อโดย Reuters ระบุว่า อัยการรัฐบาลกลางสหรัฐฯ กำลังตรวจสอบว่าไบแนนซ์รู้เห็นและปล่อยให้อิหร่านทำธุรกรรมฝ่าฝืนมาตรการคว่ำบาตรหรือไม่ โดยสำนักงานอัยการสหรัฐฯ ประจำเขตแมนฮัตตัน ร่วมกับแผนกคดีอาญาของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ในกรุงวอชิงตัน ได้เปิดการสอบสวนคดีอาญาเพื่อตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบของไบแนนซ์ และตรวจสอบว่าบริษัทรู้เห็นเป็นใจกับธุรกรรมที่ควรต้องสกัดกั้นตั้งแต่ต้นหรือไม่
ทั้งนี้ Reuters ยืนยันว่าไม่สามารถตรวจสอบรายงานของ Bloomberg ได้ด้วยตนเอง ขณะที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อกรณีนี้
ประเด็นที่ทำให้เรื่องนี้ร้อนแรงขึ้นมาทันที คือมันเกิดขึ้นหลังจากไบแนนซ์เพิ่งปิดดีลยอมความทางอาญากับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายสหรัฐฯ ไปเมื่อเกือบสามปีก่อน มูลค่าสูงถึง 4,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมทั้งข้อหาละเมิดมาตรการคว่ำบาตร การฟอกเงิน และการดำเนินธุรกิจโอนเงินโดยไม่มีใบอนุญาต การที่สหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าสอบซ้ำในประเด็นเดิม สะท้อนว่าหน่วยงานกำกับดูแลไม่ได้ปิดเคสไบแนนซ์ไปง่ายๆ หลังจ่ายค่าปรับเพียงครั้งเดียว แต่ยังคงจับตาความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง
ต้นตอของการสอบสวนรอบใหม่นี้ มาจากคำร้องริบทรัพย์สินทางแพ่งที่ยื่นต่อศาลแขวงสหรัฐฯ เขตใต้ของนิวยอร์กเมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา โดยขอริบเงิน USDT มูลค่า 61 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทางการสหรัฐฯ อ้างว่าเชื่อมโยงกับการขายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของอิหร่านที่อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตร ทางการระบุว่ารายได้จากธุรกรรมเหล่านี้มีเป้าหมายส่งต่อให้กับรัฐบาลอิหร่านและองค์กรทางทหาร รวมถึงกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC ซึ่งเป็นองค์กรที่ถูกสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำในฐานะกลุ่มก่อการร้าย
รายละเอียดในคำร้องระบุว่า บริษัทจีนสองแห่งคือ Blessed Trust และ Hexa Whale ใช้บัญชีเทรดบนไบแนนซ์เพื่อจัดการเงินที่ได้จากการขายน้ำมันอิหร่าน โดยอัยการระบุว่าเครือข่ายนี้ฟอกเงินจากการขายน้ำมันผิดกฎหมายไปแล้วกว่า 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำให้ชัดว่าคำร้องริบทรัพย์แพ่งฉบับนี้มุ่งเป้าไปที่สินทรัพย์คริปโตในกระเป๋าเงินที่ถูกระบุตัวเท่านั้น ไม่ได้กล่าวหาว่าไบแนนซ์มีความผิดโดยตรงแต่อย่างใด และข้อกล่าวหาในคดีแพ่งลักษณะนี้ยังถือเป็นเพียงข้อกล่าวหาที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา
ด้านไบแนนซ์ออกมาชี้แจงทันทีว่า บริษัทยึดนโยบายไม่ผ่อนปรนใดๆ ต่อการปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรทางการเงิน และให้ความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายมาโดยตลอด พร้อมยืนยันว่านโยบายรู้จักลูกค้า หรือ KYC ของบริษัทห้ามบุคคลที่พำนักหรืออยู่ในอิหร่านเข้าถึงแพลตฟอร์ม Binance.com อยู่แล้ว ขณะเดียวกันบริษัทยังโต้แย้งรายงานข่าวดังกล่าว โดยระบุว่าไม่พบหลักฐานใดที่บ่งชี้ถึงการเกี่ยวข้องของฝั่งอิหร่าน
ไบแนนซ์ยังชี้แจงไทม์ไลน์การดำเนินการของตนเองด้วยว่า บริษัทได้รับการติดต่อจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 เกี่ยวกับธุรกรรมที่พัวพันกับ Hexa Whale และกระเป๋าเงินอื่นๆ ที่ถูกขึ้นบัญชีเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย จากนั้นบริษัทได้ส่งมอบข้อมูล KYC และข้อมูลธุรกรรมให้ทางการในเดือนมิถุนายน และถอดบัญชีดังกล่าวออกจาก Binance.com ในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน ส่วนกรณี Blessed Trust บริษัทระบุว่าได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบที่มาของเงินทุน และถูกเลิกให้บริการไปตั้งแต่เดือนมกราคม 2569
สิ่งที่ทำให้การสอบสวนครั้งนี้มีน้ำหนักมากกว่าคดีทั่วไป คือประวัติเดิมของไบแนนซ์เอง กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุว่า ไบแนนซ์เคยยอมรับเมื่อปี 2566 ว่าล้มเหลวในการวางระบบควบคุมที่เพียงพอ เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกค้าในสหรัฐฯ ทำธุรกรรมกับผู้ใช้ในประเทศที่อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ โดยอัยการระบุว่า ระหว่างเดือนมกราคม 2561 ถึงพฤษภาคม 2565 ไบแนนซ์เป็นช่องทางให้เกิดการซื้อขายระหว่างผู้ใช้สหรัฐฯ กับผู้ใช้ที่พำนักในอิหร่านรวมมูลค่ากว่า 898 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
จากคดีดังกล่าว ไบแนนซ์ยินยอมจ่ายค่าปรับสูงถึง 4,316 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมยอมรับเงื่อนไขให้มีผู้ตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบ หรือ compliance monitor ประจำบริษัทเป็นเวลาสามปี และต้องยกระดับระบบป้องกันการฟอกเงินและระบบคว่ำบาตรให้เข้มงวดขึ้น การที่สหรัฐฯ เปิดการสอบสวนรอบใหม่ในจังหวะที่ระยะเวลาการกำกับดูแลใกล้ครบกำหนดพอดี จึงเท่ากับเป็นการตั้งคำถามตรงๆ ว่ามาตรการปฏิรูปที่ไบแนนซ์อ้างว่าได้ดำเนินการไปแล้วนั้น มีประสิทธิภาพจริงหรือไม่
สำหรับภาคการลงทุนและตลาดคริปโตในภาพรวม ความเคลื่อนไหวนี้มีนัยสำคัญมากกว่าที่หลายคนคิด เพราะไบแนนซ์ไม่ใช่เอ็กซ์เชนจ์ขนาดเล็กที่ผลกระทบจำกัดอยู่ในวงแคบ แต่เป็นเอ็กซ์เชนจ์คริปโตที่มีปริมาณการซื้อขายมากที่สุดในโลก การที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง สะท้อนทิศทางที่ชัดเจนว่า ผู้กำกับดูแลในสหรัฐฯ ไม่ได้มองข้ามความเสี่ยงด้านการคว่ำบาตรและการฟอกเงินในอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล แม้กระแสกฎหมายด้านคริปโตในสหรัฐฯ ช่วงหลังจะเอนเอียงไปทางเปิดกว้างมากขึ้นก็ตาม นักลงทุนสถาบันและกองทุนที่พิจารณาเข้าถือครองสินทรัพย์ผ่านแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ จึงจำเป็นต้องจับตาความคืบหน้าของคดีนี้อย่างใกล้ชิด เพราะบทลงโทษหรือมาตรการควบคุมเพิ่มเติมที่อาจตามมา ย่อมส่งผลต่อสภาพคล่องและความเชื่อมั่นในตลาดโดยรวมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ขณะนี้สิ่งที่ต้องรอดูต่อไปคือ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ จะยืนยันการสอบสวนอย่างเป็นทางการหรือไม่ และผลของคดีริบทรัพย์ USDT มูลค่า 61 ล้านดอลลาร์จะออกมาในทิศทางใด ซึ่งทั้งสองประเด็นนี้จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าไบแนนซ์จะต้องเผชิญแรงกดดันด้านกฎระเบียบเพิ่มเติมอีกมากน้อยเพียงใดในช่วงเวลาถัดจากนี้

