ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยกรณีผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเรื่องพร้อมความเห็น ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มี รหัสแท่ง หรือ Barcode และรหัส QR Code ซึ่งผู้ร้องเห็นว่าอาจสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนของผู้ลงคะแนน รวมถึงผลการลงคะแนนได้ อันอาจทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ และอาจขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหลายมาตรา
.
■ คำร้องตั้งข้อกังวล “บัตรเลือกตั้งติดตามย้อนกลับได้”
.
สาระสำคัญของคำร้องระบุว่า การกำหนดให้บัตรเลือกตั้งมี Barcode และ QR Code อาจทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังหมายเลขบัตร ต้นขั้วบัตร และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จนนำไปสู่การตรวจสอบได้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งรายใดลงคะแนนให้ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ซึ่งผู้ร้องเห็นว่าอาจกระทบต่อหลักการออกเสียงลงคะแนนโดยลับและสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
.
ประเด็นดังกล่าวถูกส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาหลังมีเรื่องร้องเรียนจำนวน 22 เรื่องเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยศาลรับคำร้องไว้พิจารณาและไต่สวนพยาน รวมทั้งลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่จัดเก็บบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตร และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ก่อนนัดฟังคำวินิจฉัยวันที่ 28 กันยายน 2569
.
■ ศาลวางหลัก “เลือกตั้งโดยลับ” ไม่จำเป็นต้องลับโดยบริบูรณ์
.
ศาลพิจารณาหลักการออกเสียงลงคะแนนโดยลับว่า ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็น “ความลับโดยบริบูรณ์” จนไม่สามารถตรวจสอบหรือควบคุมกระบวนการเลือกตั้งได้เลย แต่เป็น “ความลับแบบมีเงื่อนไข” กล่าวคือ ต้องคุ้มครองเสรีภาพและเจตนาของผู้ลงคะแนน ไม่ให้สามารถระบุตัวบุคคลและเชื่อมโยงไปถึงผลการลงคะแนนได้ ขณะเดียวกันระบบเลือกตั้งยังต้องมีมาตรการควบคุม ตรวจสอบ และป้องกันการทุจริต
.
■ บาร์โค้ดมีไว้ควบคุมบัตร ไม่ใช่ระบุตัวผู้ลงคะแนน
.
ศาลเห็นว่า รหัส Barcode และ QR Code เป็นมาตรการสำหรับ ควบคุมและบริหารจัดการบัตรเลือกตั้ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตร ควบคุมจำนวนบัตร ตรวจสอบการจัดสรรบัตร ป้องกันการนำบัตรไปใช้ผิดหน่วยหรือข้ามเขต และช่วยให้การบริหารจัดการบัตรเลือกตั้งเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อันเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
.
ดังนั้น การมีรหัสอยู่บนบัตรเพียงอย่างเดียว จึงไม่ทำให้สามารถทราบได้โดยตรงว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งรายใดเป็นผู้ลงคะแนน และลงคะแนนให้ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด
.
■ จะรู้ว่า “ใครเลือกใคร” ต้องนำข้อมูลหลายส่วนมาเชื่อมโยง
.
ศาลเห็นว่า การจะสืบทราบผลการลงคะแนนของบุคคลใด จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลหลายส่วนประกอบกัน ได้แก่ บัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตร และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง รวมทั้งต้องสามารถเข้าถึงและเชื่อมโยงข้อมูลจากกระบวนการจัดเก็บรักษาแต่ละส่วนได้
.
แม้ในทางเทคนิคจะสามารถใช้โทรศัพท์หรืออุปกรณ์อ่าน Barcode เพื่อทราบหมายเลขที่กำกับบัตรได้ แต่การจะนำหมายเลขดังกล่าวไปเชื่อมโยงจนทราบตัวผู้ลงคะแนนและผลการลงคะแนน จำเป็นต้องเข้าถึงข้อมูลส่วนอื่นที่อยู่ภายใต้มาตรการควบคุมและรักษาความปลอดภัย
.
■ มาตรการคุ้มกันหลายชั้น ศาลเห็น “รัดกุมทุกประการ”
.
ศาลพิจารณามาตรการรักษาความปลอดภัยของบัตรเลือกตั้งตั้งแต่กระบวนการจัดพิมพ์ การส่งมอบ การนำไปยังหน่วยเลือกตั้ง การลงคะแนน การนับคะแนน และการจัดเก็บภายหลังการเลือกตั้ง โดยเห็นว่ามีมาตรการควบคุมหลายชั้นเพื่อป้องกันการเข้าถึงต้นขั้วและเอกสารที่สามารถนำไปเชื่อมโยงกับตัวผู้ใช้สิทธิ
.
ทั้งการใช้สายรัดและการจัดเก็บบัตรอย่างเป็นระบบ การควบคุมโดยคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง และการกำกับดูแลโดยเจ้าหน้าที่หลายฝ่าย ตลอดจนการจัดเก็บบัตร ต้นขั้ว และเอกสารที่เกี่ยวข้องในลักษณะที่แยกจากกัน ทำให้การจะเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดเพื่อนำมาเชื่อมโยงตัวผู้ลงคะแนนไม่สามารถทำได้โดยง่าย
.
นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายและระเบียบเลือกตั้งกำหนดมาตรการควบคุมจำนวนบัตร การจัดสรรบัตรให้ตรงกับหน่วยเลือกตั้ง การตรวจสอบการใช้บัตร ตลอดจนข้อห้ามมิให้บุคคลเข้าถึงหรือใช้ข้อมูลโดยมิชอบ ซึ่งเป็นมาตรการอีกชั้นหนึ่งในการป้องกันการทุจริตและรักษาความสุจริตเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง
.
■ ผู้ร้องนำสืบยังไม่ปรากฏหลักฐานเพียงพอ “เชื่อมโยงจนรู้ผล”
.
ในประเด็นสำคัญที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า Barcode และ QR Code อาจทำให้สามารถสืบทราบว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งรายใดลงคะแนนให้ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใดนั้น ศาลเห็นว่า ผู้ร้องยังนำสืบไม่ปรากฏหลักฐานเพียงพอ ว่ามีหน่วยงานหรือบุคคลใดสามารถนำบัตรเลือกตั้งไปเชื่อมโยงกับต้นขั้วบัตรและบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จนสามารถสืบทราบผลการออกเสียงของบุคคลเป็นรายคนได้
.
ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวจึงยังมีพยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่า การใช้ Barcode หรือ QR Code ทำให้หลักการเลือกตั้งโดยลับเสียไป หรือเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในการออกเสียงลงคะแนน
.
■ วินิจฉัยไม่ขัด รธน. แต่กำชับ กกต.อย่าปล่อยให้กระทบความเชื่อมั่น
.
ศาลจึงวินิจฉัยว่า การใช้รหัส Barcode และ QR Code บนบัตรเลือกตั้ง ไม่เป็นปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และไม่เป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เนื่องจากยังอยู่ภายใต้หลักการออกเสียงลงคะแนนโดยลับแบบมีเงื่อนไข และมีมาตรการควบคุมและรักษาความปลอดภัยหลายชั้น
.
อย่างไรก็ตาม ศาลให้ความสำคัญกับ ความไว้วางใจของประชาชนต่อ กกต.และกระบวนการเลือกตั้ง โดยเห็นว่า แม้ระบบดังกล่าวจะไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แต่ กกต.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรคำนึงถึงมาตรการป้องกันการทุจริตควบคู่กับการคุ้มครองความลับของผู้ใช้สิทธิ และควรพิจารณาวิธีการที่เหมาะสมในการจัดการบัตรเลือกตั้งเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน
.
■ แนะ กกต.ปรับวิธีจัดการบัตร ป้องกันการระบุตัวผู้ใช้สิทธิ
.
ศาลเห็นว่า กกต.ควรกำหนดมาตรการจัดเก็บรักษาบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ รัดกุมและเข้มงวดเป็นการเฉพาะ รวมถึงป้องกันมิให้มีการใช้เครื่องหมาย สัญลักษณ์ หรือข้อมูลใดที่อาจนำไปสู่การระบุตัวผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และต้องกำหนดวิธีการควบคุมการเข้าถึงข้อมูลอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้บุคคลใดสามารถกระทำผิดกฎหมายเพื่อนำข้อมูลหลายส่วนมาเชื่อมโยงกันได้
.
สาระสำคัญของคำวินิจฉัยจึงอยู่ที่การวางหลักว่า “การเลือกตั้งโดยลับ” เป็นความลับแบบมีเงื่อนไข ไม่ใช่ความลับโดยบริบูรณ์ กล่าวคือ ระบบเลือกตั้งต้องสามารถควบคุมและตรวจสอบเพื่อป้องกันการทุจริตได้ แต่ในขณะเดียวกันต้องมีมาตรการที่รัดกุมเพียงพอที่จะไม่ทำให้สามารถเชื่อมโยงตัวบุคคลกับผลการลงคะแนนได้
.
ศาลจึงเห็นว่า เมื่อพิจารณาทั้งระบบตั้งแต่การควบคุมจำนวนและการจัดสรรบัตร การใช้ Barcode และ QR Code การจัดเก็บบัตรและต้นขั้ว ตลอดจนบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และมาตรการรักษาความปลอดภัยตามกฎหมายแล้ว ยังไม่ปรากฏหลักฐานเพียงพอว่าระบบดังกล่าวทำให้สามารถระบุตัวผู้ลงคะแนนและผลการลงคะแนนเป็นรายบุคคลได้ การใช้รหัสดังกล่าวจึงไม่ทำให้หลักการเลือกตั้งโดยลับเสียไป และไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
......
Sondhi X

