xs
xsm
sm
md
lg

น้ำเหนือเพิ่ม เจ้าพระยาแบกต่อ สภาพัฒน์ชง 1.6 แสนล้าน วางโครงการระบายสู่อ่าวไทย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



น้ำเหนือทะลักต่อเนื่อง เจ้าพระยาเร่งรับมือ ขณะที่สภาพัฒน์เตรียมชงโครงการ 1.6 แสนล้านบาท สร้างทางระบายน้ำใหม่จากชัยนาทสู่อ่าวไทย หวังแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก

สถานการณ์น้ำเหนือที่เพิ่มขึ้นจากฝนตกหนักและฝนสะสม กำลังทำให้การบริหารจัดการน้ำในลุ่มเจ้าพระยาต้องเดินหน้าควบคู่ทั้งการรับมือเฉพาะหน้าและการวางระบบในระยะยาว กรมชลประทานเตรียมชะลอน้ำไว้เหนือเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อจำกัดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่างที่ยังมีน้ำท่วมขัง ขณะที่พื้นที่นครสวรรค์ อุทัยธานี และชัยนาท ต้องเฝ้าระวังระดับน้ำที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนในระยะยาว สภาพัฒน์เตรียมเสนอ ครม.พิจารณาโครงการระบายน้ำชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย วงเงินประมาณ 1.6 แสนล้านบาท หวังเพิ่มขีดความสามารถในการตัดยอดน้ำจากภาคเหนือและลดผลกระทบต่อพื้นที่ปลายน้ำ

กรมชลประทานแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ฉบับที่ 2 วันที่ 28 กันยายน 2569 หลังฝนตกหนักและฝนสะสมในพื้นที่ตอนบน ส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยข้อมูลวันที่ 28 ก.ย.69 เวลา 06.00 น. สถานี C.2 จังหวัดนครสวรรค์ มีน้ำไหลผ่าน 1,904 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และคาดว่าจะเพิ่มเป็นประมาณ 2,000–2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เมื่อรวมกับปริมาณน้ำจากลำน้ำสาขา (Side Flow) คาดว่าจะมีน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาประมาณ 2,200–2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

ทั้งนี้ เนื่องจากพื้นที่แม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ยังมีภาวะน้ำท่วมขัง และชุมชนริมตลิ่งนอกคันกั้นน้ำบางแห่งได้รับผลกระทบ กรมชลประทานจึงจำเป็นต้อง ชะลอน้ำไว้ในพื้นที่ว่างเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเป็นการชั่วคราว เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง และควบคุมไม่ให้ผลกระทบขยายวงกว้าง ส่งผลให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยามีแนวโน้มสูงขึ้น

พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังครอบคลุม 3 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ อุทัยธานี และชัยนาท
กรมชลประทานขอให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงผู้ประกอบกิจการในแม่น้ำ เช่น งานก่อสร้าง เขื่อนป้องกันตลิ่ง และแพร้านอาหาร ยกของขึ้นที่สูง เตรียมป้องกันทรัพย์สิน และติดตามประกาศสถานการณ์น้ำจากทางราชการอย่างใกล้ชิด โดยกรมชลประทานจะติดตามปริมาณน้ำและบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนทั้งพื้นที่เหนือและท้ายเขื่อนเจ้าพระยาให้มากที่สุด

ด้าน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เปิดเผยว่า เตรียมเสนอโครงการระบายน้ำในเส้นทางชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย วงเงินประมาณ 160,000 ล้านบาท ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) คาดว่าใช้เวลาดำเนินการ 8 ปี หากมีโครงการนี้จะสามารถช่วยตัดยอดน้ำตั้งแต่ภาคเหนือ เพื่อไม่ให้ลงมาที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ถือว่าเป็นโครงการที่จำเป็น เพราะเราเห็นกันอยู่ว่าเรื่องน้ำมันไม่แน่นอน ฤดูฝนก็ต้องมาบริหารจัดการวิธีการเดิม โดยไม่มีเครื่องมือใหม่ ดังนั้น หากมีโครงการนี้ แล้วปีไหนที่มีน้ำมากหรือฝนตกเยอะเกิน เราก็จะมีเครื่องมือบริหารเพื่อไม่ให้น้ำท่วม ก็เป็นประโยชน์

นายดนุชากล่าวว่า ในงบประมาณปี 2570 มีตั้งงบประมาณไว้ก้อนนึงแล้ว ซึ่งจะเริ่มโครงการได้ก่อน ดังนั้น หากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอนุมัติแล้วก็จะไปดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งกระทรวงการคลังคงต้องเจรจาและดูเรื่องเงินกู้ โดยจะดูให้เหมาะสมที่สุด หากเงินกู้มาเร็วก็จะเร่งดำเนินการได้