ท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วม ที่กำลังสร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และภาคกลางอีกหลายจังหวัด ได้มีเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจมากเกิดขึ้น ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (29ก.ย.)
นั่นคือ ครม.อนุมัติเดินหน้าโครงการใหญ่ “คลองระบายน้ำหลาก ชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย” วงเงินประมาณ 165,000 ล้านบาท ใช้เวลาดำเนินการประมาณ 8 ปี ตั้งแต่ปี 2570 ไปจนถึงปี 2577
รัฐบาลประเมินว่าเมื่อโครงการเสร็จ จะช่วยลดพื้นที่น้ำท่วมในลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้ประมาณ 3.48 ล้านไร่ และช่วยลดมูลค่าความเสียหายจากน้ำท่วมได้ประมาณ 16,930 ล้านบาทต่อปี
นึกภาพโครงการ และฟังตัวเลขแล้วต้องบอกว่า เรื่องใหญ่มาก
อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ไม่ได้เพิ่งคิดขึ้นมาเพราะน้ำท่วมครั้งนี้ แต่เป็นโครงการเก่าที่อยู่ในแผนบริหารจัดการน้ำของประเทศมาหลายปีแล้ว หลังจากเกิดน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 แล้ว “รัฐบาลคสช.” ก็ตั้งแท่น เริ่มดำเนินการ
กรมชลประทาน ระบุว่า โครงการนี้เป็นหนึ่งใน 9 แผนงานบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง และ มีการศึกษา สำรวจ ออกแบบ และผลักดันกันมาเป็นระยะ ตั้งแต่ประมาณปี 2560 เป็นต้นมา
เป็นคลองที่หลายรัฐบาลชอบพูดถึง เวลาเกิดน้ำท่วมใหญ่ แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นจริงได้เสียที
วันนี้ สิ่งที่ “รัฐบาลอนุทิน” ทำคือ เอาโครงการที่มีอยู่เดิม ตั้งแต่ “ยุคลุงตู่” มาเร่งเดินหน้า เข้าสู่ขั้นตอนของการลงทุน
สำหรับความคืบหน้าก่อนที่จะมาถึงวันนี้ คือ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ กนช. เห็นชอบโครงการเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568
ขณะที่รายงาน EIA ในส่วนสำคัญของโครงการช่วง ป่าสัก–อ่าวไทย ได้รับความเห็นชอบจาก คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568
แต่ EIA ที่ว่าผ่านนี้ ไม่ได้หมายความว่า ทุกอย่างจบ เรียบร้อยแล้ว
เพราะยังมีเรื่องการจัดหาที่ดิน การเวนคืน การชดเชยประชาชน การออกแบบรายละเอียด และผลกระทบต่อพื้นที่ ที่ต้องเดินต่อ ยังไม่ได้เคลียร์ทั้งหมด
เพราะนี่ไม่ใช่โครงการเล็กๆ ...ช่วงป่าสัก–อ่าวไทย จะเป็นการก่อสร้างคลองระบายน้ำใหม่ ความยาวประมาณ 135 กิโลเมตร และ ทั้งโครงการยังมีการปรับปรุง คลองชัยนาท–ป่าสัก อีกประมาณ 134 กิโลเมตร
นี่จึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำขนาดใหญ่มาก
การใช้ประโยชน์จากคลองที่ว่านี้ หลักการง่ายๆ คือ เดิมเวลาน้ำจากภาคเหนือลงมาเยอะๆ น้ำจำนวนมากจะไหลเข้าสู่ระบบเจ้าพระยา
ปัญหาคือ ถ้าระบบเดิมรับไม่ไหว น้ำก็จะไหลลงมาทางภาคกลาง อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพฯ และพื้นที่โดยรอบ
โครงการนี้จึงพยายามสร้าง “ทางเลือกใหม่” ให้กับน้ำ คือ แบ่งเอาน้ำส่วนหนึ่งออกจากระบบเดิม แล้วพาลงสู่อ่าวไทย
กรมชลประทานประเมินว่า เมื่อระบบเสร็จจะเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำ จากหน้าเขื่อนเจ้าพระยา ลงทะเลจากประมาณ 210 เป็น 930 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และสามารถกักเก็บน้ำในระบบคลอง ไว้ใช้ในฤดูแล้งได้ ประมาณ 155.77 ล้าน ลูกบาศก์เมตร
เมื่อครม.อนุมัติโครงการในวันนี้ จึงเกิดคำถามว่า ทำไมรัฐบาลถึงเลือกหยิบเรื่องนี้ ขึ้นมาประกาศในวันที่น้ำกำลังท่วม?
คำตอบอาจเป็นว่า... จำเป็นต้องเร่งเพราะโครงการนี้ใช้เวลาถึง 8 ปี กว่าจะเสร็จ ต่อให้เริ่มในปี 2570 ก็อาจไม่ได้เห็นโครงการเสร็จในรัฐบาลชุดปัจจุบัน ถ้าไม่เริ่มวันนี้ เวลา7–8 ปีที่ว่า ก็จะถูกเลื่อนออกไปอีก
แต่ในอีกด้านหนึ่ง…ก็ต้องยอมรับว่า จังหวะของการประกาศ มันมีความหมายทางการเมือง และการสื่อสารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะวันนี้ประชาชนกำลังเจอน้ำท่วม บ้านถูกน้ำท่วม รถถูกน้ำท่วม พื้นที่เศรษฐกิจได้รับผลกระทบ
แล้วรัฐบาลก็นำโครงการขนาด 1.65 แสนล้าน ออกมาบอก ว่า “นี่คือทางออกระยะยาว” เพื่อกลบการแก้ปปัญหาน้ำท่วมในวันนี้ ทั้งที่มันกลบไม่ได้ !
เพราะโครงการระยะยาวเป็นเรื่องหนึ่ง แต่สิ่งที่ประชาชนอยากรู้ ก็คือ แล้วน้ำที่กำลังท่วมอยู่วันนี้ล่ะ จะทำอย่างไร ไม่ใช่แจกข้าวกล่อง แจกเงินเยียวยา ครัวละไม่กี่พันบาท แล้วก็จบกันไป ถ้าท่วมอีกในปีหน้าค่อยว่ากันใหม่
อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องจับตาคือ เงิน 165,000 ล้านบาท เพราะนี่เป็นเงินจำนวนมหาศาล
รัฐบาลประเมินว่า คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ และจะลดความเสียหายได้หลายพันล้าน ถึง เกือบ 17,000 ล้านบาท ต่อปี
ตัวเลขเหล่านี้ เป็นเหตุผลสำคัญที่ใช้สนับสนุนการลงทุน แต่ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่จะพิสูจน์ว่าโครงการคุ้มค่าจริงหรือไม่ไม่ใช่ตัวเลขบนกระดาษอย่างเดียว แต่คือวันที่คลองสร้างเสร็จ แล้วประเทศไทยเจอน้ำหลากจริงๆ
วันนั้น เราจะได้รู้ว่า…คลองที่เคยถูกพูดถึงมาหลายรัฐบาล คลองที่ใช้งบประมาณถึง 1.65 แสนล้านบาท สามารถพาน้ำออกทะเลได้ ตามที่ออกแบบไว้หรือไม่ และสามารถลดความเสียหายให้ประชาชนได้ตามที่ประเมินไว้ จริงแค่ไหน
ที่สำคัญคือ ประชาชนไม่ได้ต้องการแค่ “คลองในอนาคต” แต่ต้องการความปลอดภัยในวันนี้ด้วย
หรือมันจะเป็นแค่โครงการเพื่อให้กลุ่มธุรกิจรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ ได้รับสัมปทาน มีงานทำ และผู้เกี่ยวข้องได้งาบหัวคิว!

