เจาะลึกคำชี้แจง กทม. กรณีปล่อยตกโครงการ "แก้มลิง" 6 แห่ง แฉข้ออ้างทำประชาพิจารณ์แล้วประชาชนไม่เอาเอง ชี้เป็นการปัดความรับผิดชอบและกลบเกลื่อนความล่าช้าจนพื้นที่หน่วงน้ำตกไปอยู่ในมือกลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์
จากกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคมออนไลน์และเครือข่ายภาคประชาชน กรณีที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ปล่อยให้โครงการพื้นที่รับน้ำหรือ “แก้มลิง” ตามแนวพระราชดำริ “ตกไปตามสภาพ” นำมาสู่คำชี้แจงจากฝ่ายบริหาร กทม. ที่พยายามกางข้อมูลวิศวกรรมและงบประมาณมาตอบโต้ แต่เมื่อวิเคราะห์เจาะลึกโดยเฉพาะการอ้างเรื่อง “ประชาพิจารณ์” ดูเหมือนจะเป็นการโยนบาปให้ประชาชน และกลบเกลื่อนการปล่อยปละละเลยจนพื้นที่รับน้ำตกไปอยู่ในมือกลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์
กระแสข้อกล่าวหา: ร่างผังเมืองใหม่-ละทิ้งแก้มลิง ประเคนพื้นที่ให้ทุนอสังหาฯ
จุดเริ่มต้นของข้อสงสัยมาจากเครือข่ายภาคประชาชนที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลเชิงประจักษ์ นำโดย:
•นายณัฏฐ์ มงคลนาวิน นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม: เปิดปมว่า กทม. ใช้กลยุทธ์ “ปล่อยให้โครงการตกไปตามสภาพ” โดยไม่ออกคำสั่งยกเลิกเป็นลายลักษณ์อักษรสำหรับโครงการแก้มลิง 6 แห่งฝั่งตะวันออก การกระทำเช่นนี้ทำให้ กทม. สูญเสียศักยภาพการกักเก็บน้ำรวมมหาศาลถึง 5-6 ล้านลูกบาศก์เมตร มิหนำซ้ำพื้นที่บึงรับน้ำหลายแห่ง เช่น คลองคู้บอน คลองบางชัน และคลองสามวา 1 ยังถูกเปลี่ยนมือและพัฒนาเป็นโครงการบ้านจัดสรรของเอกชนไปแล้ว
•นายก้องศักดิ์ สหะศักดิ์มนตรี จากสภาองค์กรผู้บริโภค: ชี้เป้าความผิดปกติในร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) ที่มีการเฉือนพื้นที่สีเขียวลายทแยงทิ้งทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก เพื่อเปลี่ยนเป็นพื้นที่สีเหลืองและสีส้ม เปิดทางให้สร้างหมู่บ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียม นอกจากนี้ กทม. ยังยกเลิกพื้นที่พักน้ำป้องกันน้ำท่วมอีก 5 แห่งรวด เช่น บึงหมู่บ้านชวนชื่น บางเขน, บึงหมู่บ้านมณียา, บึงสวนสยาม โดยอ้างว่าไม่สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน และหันไปฝากความหวังไว้กับอุโมงค์ระบายน้ำยักษ์และเครื่องสูบน้ำแทน
คำชี้แจงจาก กทม. : ยืนยันสานต่อ ยึดหลักความคุ้มค่าและภาพรวม
ในการเผชิญหน้ากับข้อกล่าวหา นายเจษฎา จันทรประภา ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ กทม. ได้ออกมาชี้แจง โดยมีประเด็นที่ "ฟังขึ้นและสมเหตุสมผล" ในมิติของการบริหารจัดการเมือง กล่าวคือ
• กางตัวเลขยืนยันไม่ได้ทิ้งแก้มลิง: ปัจจุบัน กทม. มีแก้มลิงใช้งานอยู่ 38 แห่ง รับน้ำได้กว่า 13.7 ล้านลูกบาศก์เมตร และกำลังเร่งสร้างเพิ่มอีก 7 แห่ง ซึ่งจะทำให้มีแก้มลิงรวม 45 แห่ง
• ความคุ้มค่าด้านงบประมาณ: การพัฒนาบึงรับน้ำคลองคู้บอนและคลองบางชันพร้อมระบบสูบน้ำต้องใช้งบถึง 11,000 ล้านบาท ขณะที่การพัฒนาระบบคลองสายหลักเพื่อเชื่อมต่ออุโมงค์ระบายน้ำใช้งบเพียง 6,500 ล้านบาท
• หลักการวิศวกรรม: การมีบึงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ต้องมีระบบคลอง ประตูระบายน้ำ และระบบลำเลียงน้ำทำงานร่วมกันเพื่อดึงน้ำลงสู่อุโมงค์ตอนล่าง
ขณะเดียวกัน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ยืนยันว่า กทม.ไม่ได้ยกเลิกแก้มลิง และแก้มลิงยังคงเป็นระบบพักน้ำที่สำคัญ แต่เป็นการปรับรูปแบบการบริหารจัดการน้ำให้คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยช่วงปี 54 กทม. มีแผนเลือกพื้นที่ทำแก้มลิง 5-6 แห่ง บางแห่งประชาพิจารณ์ไม่ผ่าน ส่วนแห่งที่ผ่าน ไม่ใช่บึงที่มีอยู่เดิม แต่ต้องไปซื้อที่ดินเปล่ามาขุดเป็นบึง ซึ่งมีราคาสูงระดับหมื่นล้านบาท การทำแก้มลิงต้องพิจารณาความเหมาะสม คุ้มค่า เพราะหัวใจของแก้มลิงคือระบบส่งน้ำเข้า-ออก ที่เหมาะสม กทม. จึงทบทวนและปรับเปลี่ยนมาเน้นการเพิ่มแก้มลิงในรูปแบบอื่น เช่น การพัฒนาระบบอุโมงค์ระบายน้ำ การขุดคลองให้ลึกขึ้น การทำเขื่อน ดาดท้องคลอง เพื่อใช้ตัวคลองเป็นแก้มลิงในตัว ซึ่งช่วยให้รองรับและส่งน้ำได้ดีขึ้น และคุ้มค่าต่อการลงทุน
วิเคราะห์ กทม. โยนบาปประชาชน กลบเกลื่อนความล่าช้า
แม้คำชี้แจงด้านวิศวกรรมและงบประมาณจะสมเหตุสมผล แต่เมื่อพิจารณาถึงเหตุผลในการ "ยกเลิก" โครงการบึงรับน้ำ 4 แห่ง ที่ กทม. อ้างสั้นๆ ว่า "ทำประชาพิจารณ์แล้วไม่ผ่านความเห็นชอบของประชาชนในพื้นที่" กลับกลายเป็นคำชี้แจงที่ฟังไม่ขึ้น ดูคลุมเครือ และเต็มไปด้วยนัยยะของการผลักภาระ
กทม. ไม่ได้กางหลักฐานแสดงรายละเอียดว่ากระบวนการประชาพิจารณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อใด มีผู้เข้าร่วมกี่คน และเหตุผลแท้จริงที่ประชาชนคัดค้านคืออะไร การชี้แจงในลักษณะนี้เสมือนเป็นการสร้างเกราะกำบังให้หน่วยงานรัฐ เป็นการโยนความรับผิดชอบไปให้ประชาชนอย่างแนบเนียน
ข้ออ้างเรื่องการเคารพเสียงประชาพิจารณ์นี้ กลับย้อนแย้งอย่างสิ้นเชิงกับพฤติการณ์ “ปล่อยเกียร์ว่าง” ของ กทม. เอง ข้อมูลเชิงลึกชี้ชัดว่าความล่าช้าและการประวิงเวลาต่างหาก ที่สร้างช่องโหว่ให้ที่ดินทำเลทองหลุดไปสู่มือกลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์ ดังตัวอย่างที่ปรากฏชัด:
• บึงรับน้ำคลองสามวา 1: เกิดความล่าช้าในกระบวนการเวนคืนที่ดิน จนสุดท้ายพื้นที่ส่วนใหญ่ถูกพัฒนาเป็นโครงการที่อยู่อาศัยไปเกือบหมด
• บึงรับน้ำคลองลำหม้อแตก: กลายเป็นโครงการค้างท่อ ที่ไม่เคยแม้แต่จะมีการตรา พ.ร.ฎ. เวนคืนที่ดิน
• บึงรับน้ำคลองพระยาสุเรนทร์: ถูกละทิ้ง ปล่อยปละละเลยจนเปิดทางให้เอกชนสามารถเข้าไปพัฒนาโครงการจัดสรรได้ตามปกติ
เมื่อ กทม. ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยจนพื้นที่หน่วงน้ำถูกแปรสภาพเป็นหมู่บ้านจัดสรร ดันราคาที่ดินพุ่งสูงลิ่ว การมาอ้างในภายหลังว่าโครงการมีความยุ่งยาก ไม่คุ้มค่าที่จะเวนคืน หรือทำประชาพิจารณ์แล้วชาวบ้านไม่เห็นด้วย จึงเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อ "ปกปิดความบกพร่อง" ของรัฐที่ล้มเหลวในการรักษาพื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติตั้งแต่แรก
คำถามที่ไร้คำตอบ
นอกเหนือจากคำอ้างเรื่องประชาพิจารณ์ กทม. ยังคงหลีกเลี่ยงที่จะชี้แจงประเด็นสำคัญอีกหลายข้อ ไม่ว่าจะเป็นการตอบคำถามเรื่องการเปลี่ยนสีผังเมืองเพื่อเอื้อกลุ่มทุน หรือการเพิกเฉยต่อข้อกล่าวหาเรื่องการยกเลิกพื้นที่พักน้ำอีก 5 แห่ง
ที่สำคัญที่สุด ปริมาตรน้ำที่นำมาชดเชยนั้นไม่สมดุลอย่างมาก กทม. สูญเสียศักยภาพการกักเก็บน้ำไปถึง 5-6 ล้านลูกบาศก์เมตรจากการปล่อย 6 โครงการแก้มลิงให้ตกไป แต่กลับโชว์ผลงานว่าจะสร้างแก้มลิงใหม่ 7 แห่ง ที่รองรับน้ำเพิ่มได้เพียงประมาณ 290,000 ลูกบาศก์เมตร เท่านั้น
สอดคล้องกับการออกมาตั้งคำถามของ กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผ่านการโพสเฟซบุ๊ก “กรณ์ จาติกวณิช - Korn Chatikavanij” ว่า “ขอให้ 1 ภาพ ตอบคำถามทั้งหมด ว่า กทม. คิดอย่างไร และปฏิบัติอย่างไร กับประเด็น แก้มลิง ประเด็นพื้นที่ซับนํ้า
“ในกล่องสีส้มที่วงไว้คือพื้นที่ ‘สีเขียวแนวทะแยง‘ ซึ่งนิยามคือ “พื้นที่อนุรักษ์เพื่อเป็นพื้นที่ซับนํ้าและแก้มลิง” เห็นแล้วไม่แปลกใจว่า ทำไม #น้ำท่วมกรุงเทพ หนักขึ้นเรื่อยๆ เรื่องนี้ผมเข้าร่วมกับภาคประชาชนต่อสู้มาตั้งแต่ปี 62 วันนี้ผังเมืองใหม่อยู่ในช่วงการเคาะตามแนวในภาพโดย กทม.”
การชี้แจงครั้งนี้ของกทม. จึงสะท้อนภาพของการบริหารจัดการเมืองที่ล่าช้า ขาดเจตจำนงในการรักษาพื้นที่สาธารณะ และเมื่อเกิดวิกฤต ก็พร้อมจะหยิบยกกระบวนการอย่าง "ประชาพิจารณ์" มาเป็นข้ออ้างเพื่อปัดสวะให้พ้นตัว ทั้งที่ต้นตอของปัญหาคือการเปิดทางให้กลุ่มทุนรุกคืบกลืนกินพื้นที่รับน้ำของคนกรุงเทพฯ จนเลือนหายไปต่อหน้าต่อตา.

