วันนี้ (1 ต.ค. 2569) ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ชี้แจงประเด็นกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ซึ่งเดิมเคยยืนยันว่าจะเริ่มจัดเก็บเงินสมทบเข้ากองทุนฯ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 เป็นต้นไป แต่เนื่องจากปัจจุบันมีสถานการณ์อุทกภัย ที่ซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจ ขณะนี้ส่วนราชการกำลังอยู่ระหว่างพิจารณาอาจต้องชะลอการจัดเก็บออกไปเป็นเวลา 6 เดือน เพื่อช่วยลดภาระให้แก่ภาคเอกชนและผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตาม ตนขอยืนยันในเจตจำนงว่าจะต้องมีการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนฯ โดยเร็วเพื่อสร้างความคุ้มครองให้แก่แรงงานทุุกคน ขอให้ประชาชนและผู้ประกอบการติดตามข่าวสารจากทางกระทรวงแรงงานอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะมีการชี้แจงรายละเอียดในขั้นตอนต่อไปอีกครั้ง
.
สำหรับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน แยกจากกองทุนประกันสังคมต่างหาก อยู่ภายในอำนาจหน้าที่ของ กองคุ้มครองแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เพื่อเป็นหลักประกันให้ลูกจ้างมีเงินสำรองเมื่อสิ้นสุดการจ้างงาน ไม่ว่าจะเป็นการ ลาออก ถูกเลิกจ้าง เกษียณอายุ หรือเสียชีวิต โดยมีเป้าหมายช่วยลดผลกระทบทางการเงินในช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิตการทำงาน ซึ่งตามกฎหมายจะต้องเป็นกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ต้องจัดให้ลูกจ้างเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ยกเว้นกิจการที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนสงเคราะห์เพื่อช่วยเหลือลูกจ้างเมื่อออกจากงานหรือเสียชีวิตอยู่แล้ว จะไม่บังคับต้องเข้าเป็นสมาชิกกองทุนดังกล่าว
.
โดยนายจ้างและลูกจ้างจะร่วมกันนำส่งเงินเข้ากองทุนตามอัตราที่กฎหมายกำหนด ในช่วง 5 ปีแรก ทั้งลูกจ้างและนายจ้างจะส่งเงินฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2569 ถึง 30 ก.ย. 2574 หลังจากนั้น จะปรับเพิ่มเป็นฝ่ายละ 0.50% ของค่าจ้าง ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2574 เป็นต้นไป เพื่อสะสมเป็นเงินสำรองของลูกจ้างในอนาคต เมื่อความเป็นลูกจ้างสิ้นสุดลง ไม่ว่าจะเกิดจากการลาออกด้วยความสมัครใจ ถูกเลิกจ้าง สิ้นสุดสัญญาจ้าง เกษียณอายุ หรือแม้แต่เสียชีวิต ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิรับเงินก็สามารถขอรับเงินที่สะสมไว้ในกองทุนได้ โดยหลักจะรวมทั้งเงินสะสมของลูกจ้าง เงินสมทบจากนายจ้าง และดอกผลที่เกิดขึ้นตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
......
Sondhi X

