xs
xsm
sm
md
lg

ไทยพีฯ-ภูมิใจไทยสู้กันยับ ดึงภาษีบาปหนุนองค์กรสาธารณะ บังซุปอ้างจัดสรรเงินต้องมาตรฐานเดียวกัน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



วันนี้ (2 ต.ค. 2569) จากกรณีที่นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย เสนอร่างพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือ พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส โดยสาระสำคัญคือ ให้ไทยพีบีเอสมีรายได้จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี แทนภาษีจากสุราและยาสูบ 1.5% ปีงบประมาณละไม่เกิน 2,000 ล้านบาท ซึ่งสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดรับฟังตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. 2569 ถึงวันที่ 14 ต.ค. 2569 ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
.
ล่าสุด องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส ออกถ้อยแถลงเรื่อง หลักประกันความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะภายใต้ข้อเสนอปรับเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ขององค์การ สาระสำคัญคือ ไทยพีบีเอสตระหนักและเคารพต่ออำนาจหน้าที่ของรัฐสภา และหลักวินัยการเงินการคลังของรัฐ แต่การพิจารณาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรายได้ของไทยพีบีเอส ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านการเงินหรืองบประมาณเท่านั้น แต่ยังผูกพันเรื่องความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ ตามหลักการของ พ.ร.บ.ส.ส.ท. ออกแบบและรับรองไว้ตั้งแต่เริ่มจัดตั้งองค์การฯ
.
ทั้งนี้ ไทยพีบีเอส เห็นว่าการปรับเปลี่ยนแหล่งรายได้ จำเป็นต้องยึดโยงควบคู่กันอย่างน้อยสองหลักการ คือ วินัยการเงินการคลังของรัฐ และ ความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ โดยไม่พึงเน้นย้ำหลักการหนึ่งได้รับการคุ้มครองจนไปลดทอนหลักประกันของอีกหลักการลง โดยเฉพาะหากจะเปลี่ยนแหล่งรายได้ไปสู่ระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปี จำเป็นต้องมีหลักประกันทางกฎหมายและเชิงสถาบันที่แน่ชัดว่า กระบวนการจัดสรร การพิจารณา ตลอดจนการปรับเพิ่มหรือลดงบประมาณ จะไม่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือหรือสร้างเงื่อนไขที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบาย การบริหารจัดการ หรือการทำหน้าที่ทางวิชาชีพและเสรีภาพของบรรณาธิการ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
.
จึงเห็นว่าก่อนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรายได้ควรมีการศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน ทั้งต่อความเป็นอิสระทางการเงิน ความต่อเนื่องของภารกิจสาธารณะ เสรีภาพของกองบรรณาธิการ และความสามารถในการวางแผนระยะยาว พร้อมทั้งพิจารณากลไกทางเลือกที่สามารถรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐ ควบคู่กับการคงหลักประกันความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะที่ไม่ต่ำกว่าเจตนารมณ์และมาตรฐานที่กฎหมายปัจจุบันรับรองไว้ โดยพร้อมสนับสนุนกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและการพิจารณาร่างกฎหมายด้วยข้อมูล หลักฐาน และองค์ความรู้เกี่ยวกับระบบสื่อสาธารณะ พร้อมร่วมพัฒนาทางเลือกเชิงนโยบายที่สร้างสมดุลระหว่างความรับผิดชอบในการใช้ทรัพยากร ความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้ และความเป็นอิสระอันเป็นหัวใจสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อสาธารณะ
.
ด้านนายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว สาระสำคัญระบุว่า ตนเสนอร่างแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ และไทยพีบีเอส ไม่ใช่การยุบกองทุน ไม่ใช่การยกเลิกองค์กร และไม่ใช่การปฏิเสธความสำคัญของภารกิจของทั้ง 4 องค์กร แต่แก้วิธีการได้มาซึ่งเงินที่กฎหมายเดิมกำหนดให้นำเงินที่จัดเก็บเพิ่มเติมจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบ ส่งตรงเป็นเงินบำรุงให้แก่องค์กรหรือกองทุน โดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน โดยเฉพาะไทยพีบีเอส กำหนดเงินบำรุงจากสุราและยาสูบในอัตรา 1.5% และมีเพดานตามกฎหมาย (ไม่เกิน 2,000 ล้านบาท) จะยกเลิกและเปลี่ยนแหล่งรายได้เป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี
.
ส่วนเหตุผลที่เปลี่ยนก็คือ เนื่องจากพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ ปี 2561 มาตรา 26 วางหลักสำคัญว่า การเสนอกฎหมายให้จัดเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นเพื่อให้หน่วยงานของรัฐนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะนั้น โดยหลักแล้วจะกระทำมิได้ เว้นแต่กรณีรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แม้มาตรา 82 ของกฎหมายวินัยการเงินการคลังได้ยกเว้นกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ก่อนแล้ว แต่เมื่อประเทศไทยมีกติกาทางการคลังใหม่แล้ว จะปล่อยข้อยกเว้นในอดีตไว้ตลอดไป หรือควรนำรายได้ของรัฐเข้าสู่ระบบเดียวกัน เพื่อให้การจัดสรรเงินสาธารณะอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน เหตุผลที่เสนอกฎหมาย 4 ฉบับ เพราะไม่ต้องการให้เกิดความเข้าใจว่ากำลังมุ่งเป้าไปที่องค์กรใดองค์กรหนึ่ง จึงเสนอแก้ทั้ง 4 องค์กรที่มีโครงสร้างเงินบำรุงจากสุราและยาสูบ การกล่าวว่าเรื่องนี้ทำขึ้นเพื่อจัดการกับไทยพีบีเอสนั้นไม่จริง
.
นายศุภชัย กล่าวอีกว่า สิ่งที่ประเทศจะได้จากหลักการนี้ คือ ความเป็นเอกภาพของระบบการคลัง เงินที่รัฐจัดเก็บจะเข้าสู่ระบบการคลังของประเทศ และเมื่อรัฐเห็นว่าภารกิจด้านส่งเสริมสุขภาพ ผู้สูงอายุ กีฬา หรือสื่อสาธารณะมีความสำคัญ ก็สามารถจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินภารกิจเหล่านั้นได้ ความแตกต่างคือ จากเดิมที่จำนวนเงินบางส่วนเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติตามฐานภาษี จะเปลี่ยนมาเป็นการพิจารณาผ่านกระบวนการงบประมาณ ทำให้ฝ่ายบริหารต้องอธิบายว่า จะใช้เงินเท่าใด ใช้ทำอะไร และเกิดผลสัมฤทธิ์ต่อประชาชนอย่างไร ขณะเดียวกันรัฐสภาก็มีบทบาทพิจารณาการจัดสรรเงินสาธารณะในภาพรวม
.
ส่วนข้อกังวลจากไทยพีบีเอส เรื่องความเป็นอิสระขององค์กร ทำให้องค์กรต้องพึ่งรัฐบาลและอาจกระทบความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ เป็นประเด็นที่สมควรนำมาพิจารณาในการรับฟังความคิดเห็นและกระบวนการนิติบัญญัติ เพราะการเปลี่ยนแหล่งเงินย่อมทำให้โครงสร้างความแน่นอนของรายได้แตกต่างจากเดิมจริง แต่ต้องแยกสองเรื่องออกจากกัน ความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ขององค์กร และระบบการจัดเก็บและจัดสรรเงินของรัฐ ถ้าสังคมเห็นว่าจำเป็นต้องมีหลักประกันเพิ่มเติมเพื่อไม่ให้การจัดสรรงบประมาณถูกใช้เป็นเครื่องมือแทรกแซงองค์กร ก็สามารถออกแบบหลักประกันนั้นในกระบวนการพิจารณากฎหมายได้ จึงอยากให้ถกเถียงว่า ประเทศไทยควรบริหารเงินสาธารณะอย่างไรในระยะยาว
.
"ผมไม่ได้เสนอให้ยุบ สสส. ไม่ได้เสนอให้เลิกดูแลผู้สูงอายุ ไม่ได้เสนอให้หยุดสนับสนุนกีฬา และไม่ได้เสนอให้ปิดไทยพีบีเอส ผมเสนอให้เปลี่ยนระบบการเงิน ไม่ใช่ยกเลิกภารกิจ ท้ายที่สุด ร่างทั้ง 4 ฉบับยังอยู่ในกระบวนการรับฟังความคิดเห็น จึงยังสามารถรับฟังทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายที่มีข้อกังวล เพื่อนำมาปรับปรุงรายละเอียดให้เหมาะสมได้ องค์กรทั้งสี่มีภารกิจที่แตกต่างกัน แต่เงินที่ใช้คือเงินสาธารณะ หลักการที่ผมเสนอจึงเรียบง่ายมาก คือ ภารกิจที่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุน แต่การจัดสรรเงินของรัฐก็ควรอยู่ภายใต้มาตรฐานวินัยการเงินการคลังที่เป็นระบบ โปร่งใส และตรวจสอบได้เช่นเดียวกัน" นายศุภชัย กล่าว
......
Sondhi X