xs
xsm
sm
md
lg

กกต.เผยมีหนังสือ “ดีเอสไอ” ส่งถึง กกต.กรณีฮั้ว สว.พบพิรุธหลายจุด ไร้หลักฐาน เจาะความเห็น “สิทธิโชติ” เลือกยืนข้างมติ 4 : 3

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



วันนี้ (4 ต.ค.) จากกรณีที่ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการประชุม กกต. พิจารณาวินิจฉัยลงมติ และเหตุผลในสำนวนคดีฮั้ว สว. ในเวทีเสวนา “คดีฮั้ว สว. เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้” จัดโดยสำนักงานราชบัณฑิตยสภา โดย สว.บางส่วนมองว่าการร่วมงานดังกล่าวของนายสิทธิโชติเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่

โดยมี สว.ส่วนหนึ่งกำลังรวบรวมข้อมูล และล่ารายชื่อ สว. เพื่อยื่นให้สำนักงาน ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวน นายสิทธิโชติ เพราะแสดงตัวว่า เป็น กกต. เสียงข้างน้อย ร่วมกับ นายชาย นครชัย ที่ลงมติวันที่ 14 กันยายน ที่ผ่านมา ว่า เห็นควรให้สั่งฟ้องกรรมการบริหารพรรค รัฐมนตรี และ สส. พรรคภูมิใจไทย กรณีช่วยเหลือให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็น สว. ตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง ของพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561

รายงานข่าวจาก กกต. แจ้งว่า นายสิทธิโชติ กล่าวตอนหนึ่งในเวทีข้างต้นว่า สำนักงาน กกต. ออกเอกสารข่าวชี้แจงว่า กกต. มีมติเสียงข้างมาก 4 : 3 ไม่รับพิจารณาเรื่องเส้นเงินคดีโกงเลือก สว. จากดีเอสไอ มีข้อเท็จจริงว่า เมื่อ อนุฯ พิจารณาเสร็จต้องส่งกลับ กกต. ทันที แต่ระหว่างการพิจารณา ดีเอสไอมีหนังสือแจ้งว่าทำสำนวนคดีฟอกเงิน ซึ่งมีทั้งเส้นเงินและเส้นโทรศัพท์เกี่ยวพันกับบุคคลที่ถูกกล่าวหาคดี สว. 8 คน หาก กกต. สนใจอยากได้พยานหลักฐานเหล่านี้ขอให้มีมติแจ้งไป ดีเอสไอจะได้จัดทำสำเนาส่งให้ ตรงนี้คือที่มาของมติ 4 : 3 ว่าไม่รับพิจารณาเส้นเงิน

แหล่งข่าว กล่าวว่า ข้อเท็จจริงคือวันที่ 17 มีนาคม 2568 พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอส่งหนังสือด่วนที่สุดที่ ยธ 0824/147 เรื่องขอแจ้งการรับคดีพิเศษที่ 24/2568 เเละส่งพยานหลักฐานตามมาตรา 4 และมาตรา 49 แห่ง พ.ร.ป.กกต. 2560 หนังสือด่วนที่สุดดังกล่าวมีจำนวน 5 แผ่น “โดยไม่มีเส้นเงินเเละเส้นโทรศัพท์ใดๆแนบประกอบ”

หนังสือฉบับนี้ส่งถึงเลขาธิการ กกต.ใจความหลักว่า คณะกรรมการคดีพิเศษมีมติเสียงข้างมากว่า เรื่องสืบสวนที่ 151/2567 ปรากฏการกระทำผิดฐานฟอกเงินตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 209 เเละกฎหมายอื่นมีมูลค่าสามร้อยล้านบาทขึ้นไปและการแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานสรุปเบื้องต้นมีมูลเชื่อได้ว่า “การเลือก สว.ระดับประเทศมีหลักฐาน คือ โพยฮั้ว สว.ให้เลือกหมายเลขระดับประเทศชุดเอและชุดบี” จำนวน 140 คน รวม 20 กลุ่ม

แหล่งข่าว กล่าวว่า หนังสือดังกล่าวระบุว่า คือ สว.ปัจจุบัน 138 คน สว.สำรอง 2 คน ที่เชื่อว่าเป็นการทุจริตการเลือกตั้ง ดีเอสไอจึงขอแจ้งการรับเป็นคดีพิเศษที่ 24/2568 พร้อมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องมายังสำนักงานกกต.เพื่อดำเนินการตามพรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว.มาตรา 77 และ พ.ร.ป.กกต. มาตรา 4 และมาตรา 49 และให้ กกต.ประสานกับ นายเอกรินทร์ ดอนดง ผอ.ส่วนวิจัยและะพัฒนาอุปกรณ์พิเศษ ดีเอสไอในฐานะเลขานุการคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568

แหล่งข่าว กล่าวว่า จากนั้นวันที่ 8 ธันวาคม 2568 อธิบดีดีเอสไอส่งหนังสือด่วนที่สุด (ที่ ยธ 0825/4139) จำนวนหนึ่งแผ่นถึงประธานกกต. (นายณรงค์ กลั่นวารินทร์) เรื่องแจ้งความปรากฏเกี่ยวกับความคืบหน้าในการสอบสวนคดีพิเศษที่24/2568เพิ่มเติม(อ้างถึงหนังสือดีเอสไอ ลับ ด่วนที่สุดที่ ยธ 0824/147) โดยระบุว่าตามหนังสือที่อ้างถึง ดีเอสไอได้แจ้งการรับคดีพิเศษกรณีการสมคบกันในความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคลที่กระทำความผิดตามมาตรา 209 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายอื่นๆเป็นคดีพิเศษที่24/2568พร้อมส่งข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องมายัง กกต.เพื่อพิจารณาตามอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว.มาตรา77และ พ.ร.ป.กกต.มาตรา 4 และ มาตรา 49

แหล่งข่าว กล่าวว่า ดีเอสไอขอแจ้งความคืบหน้าว่าได้ร่วมกันแจ้งข้อหาผู้ต้องหาจำนวน “แปดราย” ในความผิดฐาน ”ร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงินและอั้งยี่” เพื่อประกอบการพิจารณาของ กกต. หาก กกต. “จะเรียกสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษดังกล่าวไปดำเนินการ“ ขอให้ดำเนินการก่อนวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะแจ้งข้อกล่าวหาก่อนส่งสำนวนให้อัยการพิจารณา

แหล่งข่าว กล่าวว่า อธิบดีดีเอสไอยังมีหนังสือด่วนที่สุดอีกฉบับหนึ่งลงวันที่ 1 ธันวาคม 2568 (ที่ ยธ 0825/4138) จำนวนหนึ่งแผ่นถึงประธาน กกต.เรื่อง “ขอสำเนาเอกสารคดีเพื่อประกอบสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568” โดยอ้างถึงกรณีดีเอสไอประสานขอความร่วมมือเพื่อสอบสวนปากคำประธานคณะกรรมการสืบสวนเเละไต่สวน (ส่วนกลาง) คณะที่ 26 (ร้อยตำรวจเอก ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต.) กรณีมีมติแจ้งข้อกล่าวหาในสำนวนการไต่สวนกรณีมีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏต่อ กกต.ว่า ผู้มีสิทธิเลือก สว.กระทำการฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว.เพื่อประกอบการสอบสวนของดีเอสไอ

โดยดีเอสไอและพนักงานอัยการได้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาจำนวน “แปดราย” ในความผิดฐาน “ร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงินและอั้งยี่” จึงขอความอนุเคราะห์เพื่อ“ขอสำเนาสำนวนการไต่สวนของคณะที่ 26” ภายในวันที่ 8 ธันวาคม 2568

จากนั้นคณะกรรมการ กกต.ได้ประชุมคณะกรรมการ กกต.ครั้งที่ 4/2569 วันที่ 12 มกราคม 2569 วาระที่ห้าเรื่องดีเอสไอแจ้งความปรากฏเกี่ยวกับความคืบหน้าในการสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 เพิ่มเติมและขอสำเนาเอกสารคดีเพื่อประกอบสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568

โดยมติที่ประชุม คือ 1. กรณีหนังสือด่วนที่สุดของดีเอสไอที่ ยธ 0825/4139 มติที่ประชุม 4:3 ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของสำนักงาน กกต.ที่เสนอให้แจ้งดีเอสไอจัดส่งสำเนาเอกสารฯตามสำนวนคดีพิเศษที่ 24/2568 มาเพื่อประกอบการพิจารณาของกกต.ตามมาตรา 24(1) แห่ง พ.ร.ป.กกต. 2.กรณีหนังสือด่วนที่สุดของดีเอสไอ ที่ ยธ 0825/4138 มติที่ประชุม “เอกฉันท์” ไม่ส่งสำเนาสำนวนไต่สวนฯของคณะที่ 26 ให้ดีเอสไอ

แหล่งข่าว กล่าวว่า โดยการประชุมคณะกรรมการ กกต.ในวันดังกล่าว พบว่า นายสิทธิโชติ กล่าวตอนหนึ่งในที่ประชุมช่วงท้ายของวาระนี้ กรณีหนังสือของดีเอสไอสองฉบับข้างต้นว่า “1. กรณีดีเอสไอมีหนังสือถึงกกต.และแจ้งว่ามีข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นทางการเงินของคดีการฮ้้ว สว.ที่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งคณะที่ 36 อยู่ระหว่างการพิจารณาโดยสอบถามว่าหาก กกต.มีความสนใจในข้อมูลดังกล่าวสามารถใช้อำนาจเรียกพยานหลักฐานได้เพื่อมาวิเคราะห์เบื้องต้น สำนักงาน กกต.เป็นหน่วยงานธุรการมีภารกิจจัดทำความเห็นต่อ กกต.ว่า พยานหลักฐานที่ได้รับแจ้งมานั้นมีความเกี่ยวข้องเพียงพอที่จะนำเข้าสำนวน ควรดำเนินการตามกระบวนการใดหรือไม่”

“ไม่ได้ขอให้มีการสั่งสอบเพิ่มแต่อย่างใด เป็นขั้นตอนเบื้องต้นในการเรียกพยานหลักฐานมา เนื่องจากสำนักงาน กกต.ไม่มีอำนาจเรียกด้วยตัวเองจึงอาศัยอำนาจของ กกต.โดยเสนอว่า มีข้อมูลดังกล่าว และขอให้ กกต.เรียกพยานหลักฐานมาให้สำนักงาน กกต.ประมวลว่าสมควรดำเนินการลักษณะใด เป็นการเตรียมข้อมูลประกอบการพิจารณาของ กกต.เท่านั้น”

นายสิทธิโชติ ระบุว่า 2. เหตุใดจึงไม่ให้คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดหรือโต้แย้งคณะที่36เป็นผู้แจ้งขอผ่านเลขาธิการ กกต. แต่คณะที่ 26 และคณะที่ 36 ไม่ได้รับหนังสือจากดีเอสไอ ผู้ที่ได้รับหนังสือคือเลขาธิการ กกต.ในฐานะฝ่ายธุรการที่ต้องนำเรื่องเสนอต่อ กกต.พิจารณาเป็นการดำเนินการเชิงรุก แต่เนื่องจากไม่สามารถเรียกพยานหลักฐานได้เองจึงต้องอาศัยอำนาจ กกต.เรียกพยานหลักฐานและะนำมาประมวลก่อนเสนอให้ กกต.พิจารณา ไม่ใช่เป็นกรณีการสอบเพิ่มเติมอะไรทั้งสิ้น

แหล่งข่าว ระบุว่า หากพิจารณาหนังสือด่วนที่สุดของดีเอสไอที่ส่งถึงประธาน กกต.และเลขาธิกา รกกต.ในข้างต้นพบว่า พยานหลักฐานตามหนังสือข้างต้นของดีเอสไอค่อนข้างเลื่อนลอย คือ ไม่มีหลักฐานสำคัญ คือ เส้นเงินและเส้นโทรศัพท์แสดงประกอบให้ กกต.พิจารณา และย้อนแย้งกับสิ่งที่นายสิทธิโชติชี้แจงกับสังคมในบางประเด็น เช่น นายสิทธิโชติ ลงมติเห็นชอบร่วมกับกกต.อีกหกราย(มติเอกฉันท์)ไม่ส่งสำเนาการสอบไต่ฯ คณะที่ 26 ให้ดีเอสไอ

“อีกทั้งยังดีเอสไอยังระบุว่า ดีเอสไอขอแจ้งความคืบหน้าว่าได้ร่วมกันแจ้งข้อหาผู้ต้องหาจำนวน 8 ราย ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงินและอั้งยี่ นั้นแต่หากพิจารณาการสั่งฟ้องผู้กระทำผิดการคดีฮั้ว สว.ตามที่ กกต.มีมติวันที่ 14 กันยายน ที่ผ่านมา คือ มีคำวินิจฉัยชี้ขาดในสำนวนคดีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567 โดยเห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง และดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกกล่าวหารวมทั้งสิ้น 77 ราย จากผู้ถูกร้องทั้งหมด 427 รายนั้น จะพบความแตกต่างที่ชัดขึ้นในการดำเนินการสอบสวนคดีนี้ระหว่างกกต.กับดีเอสไอ”

แหล่งข่าว กล่าวว่า อีกทั้งหนังสือ 2 ฉบับของดีเอสไอที่ส่งถึงประธาน กกต.ในวันที่ 8 ธันวาคม 2568 นั้น มีข้อสังเกตว่า โดยสถานะทางกฎหมายและอำนาจหน้าที่คดีฮั้ว สว. กกต.คือ เจ้าภาพหลัก ดีเอสไอเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน กกต.คือ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ดีเอสไอคือหน่วยงานรัฐในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ที่มี รมต.ซึ่งเป็นข้าราชการการเมืองกำกับดูแล แต่ดีเอสไอเเจ้ง กกต.ว่า หาก กกต.จะเรียกสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษไปดำเนินการ คือ ข้อมูลผู้ต้องหา 8 ราย (หนังสือด่วนที่สุด ที่ ยธ 0825/4139) ให้แจ้งดีเอสไอก่อนวันที่ 8 ธันวาคม 2568

แหล่งข่าว กล่าวว่า สำหรับเหตุผลที่ดีเอสไอต้องขอสำนวนการสอบสวนของ กกต.ของคณะที่ 26 ไปประกอบการฟ้องผู้ต้องหา 8 ราย (หนังสือด่วนที่สุด ที่ ยธ 0825/4138) โดยดีเอสไอไม่บรรยายพฤติกรรม/อธิบายว่าแปดรายนั้น มีความผิดเช่นใดตามที่ดีเอสไอตรวจสอบพบเพื่อให้กกต. รับทราบความคืบหน้าและใช้ประกอบการพิจารณาตามคำขอของดีเอสไอ ตรงนี้ขอให้สังคมไตร่ตรองด้วย