อธิบดีกรมสรรพสามิตยืนยันชัดปรับโครงสร้างภาษีบาป-ยกเลิกเงินส่วนเพิ่ม 2% ไม่เอื้อประโยชน์เอกชน พร้อมออกกฎกระทรวงนำเงินเข้าสู่คลังแผ่นดินโดยตรง เป็นไปตามนโยบายรัฐเพื่อรักษาวินัยการเงินการคลังและลดความซ้ำซ้อน ชี้ 4 กองทุนต้องปรับไปยื่นของบประมาณเช่นเดียวกับหน่วยงานอื่น
วันที่ 5 ต.ค.นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยในรายการ “เจาะลึกทั่วไทยฯ ” ว่า ข้อเสนอการปรับโครงสร้างการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต สุราและยาสูบ หรือ ภาษีบาป ในส่วนการยกเลิกการจัดสรรเงินภาษีส่วนเพิ่ม 2% ส่งเข้ากองทุนโดยตรงนั้น ไม่ใช่การลดภาษีสรรพสามิตเพื่อจะเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการภาคเอกชนแต่อย่างใด
เนื่องจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างดังกล่าว ผู้ประกอบการที่เคยต้องเสียภาษีสรรพสามิต ยังต้องเสียภาษีในอัตราเดิมเท่ากับในปัจจุบันเพียงแต่ในทางเทคนิคฝ่ายบริหารจะเสนอออกร่างกฎกระทรวงตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 เพื่อปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตปกติในกลุ่มสินค้าสุราและยาสูบขึ้นมาทดแทนภาษีส่วนเพิ่ม 2% ที่ถูกยกเลิกไป ทำให้เงินรายได้ทั้งหมดถูกนำส่งเข้าสู่คลังแผ่นดินโดยตรง
นายพรชัย กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ. ที่ได้กล่าวถึงคือการยกเลิกในส่วนนี้ (ภาษีส่วนเพิ่ม 2%) ซึ่งทางรัฐบาลจะต้องเสนอร่างกฎกระทรวงตาม พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 เพื่อจะเพิ่มอัตราภาษีเข้าไปให้กับสินค้ากลุ่มนี้ เป็นการแปรสภาพให้ภาษีส่วนเพิ่มเป็นภาษีสรรพสามิตปกติไป ฉะนั้น ผู้ประกอบการยังต้องเสียภาษีในอัตราที่ปัจจุบันเสียอยู่
ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างดังกล่าว ดำเนินการตามนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2569 ในข้อ 22.3 ที่กำหนดให้จัดทำกฎหมายนำภาษีที่จัดเก็บจากสินค้าที่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อสังคมกลับเข้าสู่ระบบงบประมาณแผ่นดินเพื่อรักษาวินัยทางการเงินการคลัง
ในการนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มอบหมายให้กรมสรรพสามิตศึกษาเตรียมความพร้อมไว้แล้ว โดยเห็นว่าแนวทางการยกเลิกเงินส่งเข้ากองทุนแล้วปรับอัตราภาษีปกติเข้าคลัง มีความเหมาะสมกว่าการให้กองทุนรับเงินก่อนแล้วค่อยส่งคืนคลัง เนื่องจากช่วยลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนจากการปรับเปลี่ยนทิศทางเงินรายได้เข้าคลังแผ่นดิน
ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างดังกล่าว ดำเนินการตามนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2569 ในข้อ 22.3 ที่กำหนดให้จัดทำกฎหมายนำภาษีที่จัดเก็บจากสินค้าที่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อสังคมกลับเข้าสู่ระบบงบประมาณแผ่นดินเพื่อรักษาวินัยทางการเงินการคลัง
ในการนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มอบหมายให้กรมสรรพสามิตศึกษาเตรียมความพร้อมไว้แล้ว โดยเห็นว่าแนวทางการยกเลิกเงินส่งเข้ากองทุนแล้วปรับอัตราภาษีปกติเข้าคลัง มีความเหมาะสมกว่าการให้กองทุนรับเงินก่อนแล้วค่อยส่งคืนคลัง เนื่องจากช่วยลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนจากการปรับเปลี่ยนทิศทางเงินรายได้เข้าคลังแผ่นดิน
โดยโครงสร้างใหม่จะส่งผลให้หน่วยงานและกองทุนเดิมทั้ง 4 แห่งที่เคยได้รับเงินภาษีบาปนอกระบบงบประมาณ ได้แก่
องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ Thai PBS กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กองทุนผู้สูงอายุ กองทุนพัฒนาการกีฬา
โดยจะต้องเปลี่ยนเข้าสู่กระบวนการยื่นขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 เช่นเดียวกับหน่วยงานราชการอื่น ๆ ทั้งหมด
สำหรับขั้นตอนและความคืบหน้าทางกฎหมายในปัจจุบัน ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ยังคงอยู่ในกระบวนการเปิดรับฟังความคิดเห็น
และเนื่องจากจัดเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน ทางสภาผู้แทนราษฎรจะต้องส่งเรื่องมาให้รัฐบาล โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาก่อน ซึ่งกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณจะจัดทำความเห็นพร้อมเสนอร่างกฎกระทรวงแนบเข้าไป เพื่อให้มีผลบังคับใช้พร้อมกันตามลำดับ

