xs
xsm
sm
md
lg

“ไทยพีบีเอส” งานเข้า! สตง.จี้ชดใช้ 85 ล้าน แจ้งข้อหา ผอ.-พนักงานลูกจ้างรวม 10 คน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



กำลังเข้มข้น!! วันนี้มาคุยกันเรื่อง “ไทยพีบีเอส” อีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่แค่เรื่องรถหลวง ไม่ใช่แค่เรื่องเบิกค่าใช้จ่าย และ ไม่ใช่แค่เรื่องว่าจะมีการเอางบประมาณของ ไทยพีบีเอส เข้าไปอยู่ในระบบงบประมาณของรัฐบาล หรือไม่

เพราะวันนี้มันมีเรื่องใหม่เข้ามาอีกแล้ว ... นั่นคือเรื่องการจ้างผลิตรายการ และ ค่าพิธีกร
มีรายงานข่าวว่า สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ตรวจพบประเด็นความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับการจ้างผลิตรายการ รวมถึงค่าตอบแทนต่างๆ และมีการเรียกให้ผู้เกี่ยวข้องชดใช้เงิน รวมประมาณ 85.22 ล้านบาท พร้อมทั้งมีการแจ้งข้อกล่าวหา หรือดำเนินการกับ ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ “ไทยพีบีเอส” และพนักงานลูกจ้าง รวม 10 คน

แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าตัวเลข 85 ล้านบาท ก็คือมันกำลังทำให้เราเห็นปัญหาเชิงระบบที่ “เน่าเฟะ” ของ“ไทยพีบีเอส”

เพราะก่อนหน้านี้ เราก็เห็นเรื่องการใช้รถขององค์กร การเบิกค่าใช้จ่าย และการจัดซื้อจัดจ้างมาแล้ว
แล้วตอนนี้ สตง. กำลังขยายภาพไปถึง “เงินที่ใช้ผลิตรายการ” ซึ่งเป็นหัวใจขององค์กร
ลองคิดง่ายๆ ไทยพีบีเอส มีบุคลากรของตัวเองเป็นจำนวนมาก ตามตัวเลขก็ประมาณ 1,300 คน
คนขององค์กรมากขนาดนั้น แต่ยังมีการจ้างคนนอกผลิตรายการ จ้างพิธีกร จ้างผู้ดำเนินรายการ จ้างที่ปรึกษา และมีการจัดซื้อจัดจ้างรายการ ด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงในหลายกรณี

เรื่องนี้ไม่ใช่ว่า “จ้างคนนอกไม่ได้”...จ้างได้ เพราะการทำสื่อบางอย่างจำเป็นต้องใช้คนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

แต่สิ่งที่ไทยพีบีเอส อุบไว้ และประชาชนเขาอยากรู้ คือ จ้างอย่างไร จ้างใคร ราคาเท่าไร มีความจำเป็นแค่ไหน และได้ผลคุ้มกับเงินที่จ่ายหรือไม่ ?

เหล่านี้ คือคำถามใหญ่ เพราะ สตง.เองก็กำลังตั้งข้อสังเกตเรื่องประสิทธิภาพของการใช้เงินผลิตและจัดหารายการ
จากข้อมูลที่มีการรายงาน สตง. ตรวจการใช้จ่าย ช่วงปี 2565–2568 รวมกว่า 5,094 ล้านบาท และพบปัญหาเรื่องตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ของรายการบางส่วนที่ไม่ต่อเนื่อง เปลี่ยนแปลงเกณฑ์ และยังตอบไม่ได้ชัดเจนว่า ความสำเร็จของรายการเกิดจากคนดูเพิ่มขึ้นจริง หรือเกิดจากการปรับวิธีวัดผล
พูดภาษาชาวบ้านก็คือ จ่ายเงินไปแล้ว แต่ตอบให้ชัดไม่ได้ ว่าเงินก้อนนั้นสร้างผลลัพธ์อะไรกลับมา
นี่ต่างหาก ที่มันไปตรงกับข้อครหาที่ว่า การจ้างงานดูที่พรรคพวก มากกว่าดูผลงาน!
“ไทยพีบีเอส” ไม่ใช่บริษัทเอกชน ที่เจ้าของเอาเงินตัวเองมาทำ แล้วใครที่เป็นพรรคพวกตัวเอง จะได้รับโอกาสก่อน
แต่รายได้หลักของ ไทยพีบีเอสน มาจาก “ภาษีบาป” ซึ่งในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 2,049 ล้านบาท
เงินก้อนนี้ จึงต้องตอบคำถามประชาชน ว่าทุกบาททุกสตางค์ ถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าหรือไม่

ทีนี้ลองกลับมาดูเรื่อง “บุคลากร” มีการตั้งคำถามว่า ปัจจุบัน ไทยพีบีเอส มีบุคลากรจำนวนมาก แต่ก็ยังใช้งบจำนวนมาก ในการว่าจ้างผลิตรายการจากภายนอก
ตรงนี้ไม่อยากใช้คำว่า “ปรสิต” แล้วไปเหมารวมว่าคนเหล่านั้นเป็นปรสิต เพราะนั่นต้องดูที่หลักฐานเป็นรายๆ ไป

แต่เราสามารถตั้งคำถามเชิงระบบได้ว่า...ถ้าองค์กรมีคน มีเครื่องมือ มีโครงสร้างพร้อมอยู่แล้ว เหตุใดงานจำนวนมากจึงยังต้องออกไปจ้างข้างนอก? หรือแค่จ้างทางบัญชี
และถ้าจะจ้างข้างนอกจริง ทำไมต้องจ้างด้วยวิธีนั้น ทำไมต้องเป็นผู้รับจ้างรายนั้น ราคาที่จ่ายเหมาะสมหรือไม่
มีการแข่งขันจริงหรือไม่ และสุดท้าย คนดูได้รับประโยชน์อะไร ?


นี่คือสิ่งที่ สตง.กำลังพยายามลากเส้น ขยายภาพให้เห็น ตั้งแต่“ต้นน้ำของการจัดจ้าง”ไปจนถึง “ปลายน้ำของผลสัมฤทธิ์”

เพราะแม้แต่ เว็บไซต์ของไทยพีบีเอสเอง ก็ยังมีประกาศจัดซื้อจัดจ้างรายการ และผู้ดำเนินรายการด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงให้เห็นอยู่ในปี 2569 เช่น รายการ “ดูให้รู้” และการจ้างพิธีกร/ผู้ดำเนินรายการ บางรายการ

ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ จึงไม่ใช่เรื่องว่า “ไทยพีบีเอสผิดทั้งหมด” หรือ “ไทยพีบีเอส ถูกต้องทั้งหมด”

แต่สังคมกำลังให้ความสนใจว่า ระบบบริหารเงินของสื่อสาธารณะแห่งนี้ มีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ ?!

รู้ๆ เห็นๆ กันอยู่ ทั้งเรื่องค่ารถ เรื่องการเบิกจ่าย การจัดซื้อจัดจ้าง การจ้างผลิตรายการ ค่าพิธีกร รวมถึงผลตรวจเรื่องประสิทธิภาพการผลิตรายการ

เมื่อนำเข้ามาประกอบกัน มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องถามว่า นี่มันเป็นปัญหาเฉพาะคน หรือเป็นปัญหาของระบบ ?!

ถ้าเป็นความผิดเฉพาะบุคคลก็ต้องเอาผิดเป็นรายคน ถ้าเป็นความผิดพลาดของระเบียบ ก็ต้องแก้ระเบียบ

แต่ถ้า สตง.ตรวจไปเรื่อยๆ แล้วพบว่าปัญหามันเกิดซ้ำในหลายหน่วยงาน หลายฝ่าย หลายปี ... อันนั้นต้องถามแล้วว่า ปัญหาอยู่ที่คน หรืออยู่ที่โครงสร้างการบริหารกันแน่!

ส่วนคำถามว่า “ไทยพีบีเอส” จะไปต่อได้ไหม? คำตอบอาจเป็นว่า ไปต่อได้ ...แต่จะไปต่อแบบเดิมๆ คงไม่ได้แล้ว!

เพราะเมื่อองค์กรสาธารณะถูกตรวจเงินอย่างเข้มข้น สิ่งที่ต้องเกิดขึ้น ไม่ใช่การออกมาปกป้ององค์กรอย่างเดียว

แต่ต้องเปิดบัญชีให้ประชาชนเห็นว่า เงินมาจากไหน จ่ายให้ใคร จ่ายเพราะอะไร งานนั้นจำเป็นแค่ไหน คนในองค์กรที่จ้างไว้ ทำเองไม่ได้จริงๆหรือ และที่สำคัญที่สุด จ่ายเงินไปแล้ว ประชาชนได้อะไรกลับมา !

เรื่อง “ไทยพีบีเอส”ในวันนี้ จึงไม่ควรจบอยู่ที่ตัวเลข 85.22 ล้านบาท ที่ สตง.เห็นว่าเป็นความเสียหาย

ตัวเลขนี้อาจเป็นเพียง “ประตูบานหนึ่ง” ที่เปิดให้เราเห็นระบบการใช้เงินทั้งองค์กร

และถ้าสุดท้ายตรวจไปแล้ว พบว่าเงินหลายพันล้านที่ใช้ไปนั้น สามารถอธิบายได้ทุกบาท ทุกสตางค์ มีการแข่งขัน

มีเหตุผล มีผลงาน มีผู้ชม และมีประโยชน์ต่อสาธารณะ “ไทยพีบีเอส” ก็ไม่มีอะไรต้องหวาดผวา เป็นวัวสันหลังหวะ

แต่ถ้าตรวจแล้วพบว่า มีเงินรั่วตรงไหน ก็ต้องอุดตรงนั้น ใครรับผิด ก็ต้องรับผิด ระบบไหนมีช่องโหว่ ก็ต้องปิดช่องโหว่

เพราะเงินของไทยพีบีเอส ไม่ใช่เงินของผู้บริหาร ไม่ใช่เงินของพนักงาน และไม่ใช่เงินของกรรมการ แต่มันคือเงินสาธารณะ

เมื่อเป็นเงินสาธารณะ ประชาชนก็มีสิทธิถามว่า “เงินของฉันถูกใช้ไปคุ้มค่าหรือยัง?”

นี่แหละคือโจทย์ใหญ่ที่สุดของไทยพีบีเอสในวันนี้