xs
xsm
sm
md
lg

มหาดไทยแจงปม “นายอำเภอบ้านสร้าง” ย้ายช่วยราชการ ชี้มีรายงานจากพื้นที่–ตรวจสอบจากผู้ปฏิบัติงานจริง ไม่ใช่คำสั่งตามกระแส

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



วันนี้(8 ต.ค.)จากกรณีที่ นายสุทธพงษ์ จุลเจริญ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อกรณี นายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นายอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งมีคำสั่งให้ไปช่วยราชการที่วิทยาลัยการปกครอง กรมการปกครอง โดยตั้งข้อสังเกตว่า นายอำเภอรายดังกล่าวเคยได้รับการยกย่องด้านการทำงานร่วมกับ 7 ภาคีเครือข่าย และไม่เชื่อว่าจะมีพฤติการณ์ตามที่ถูกกล่าวถึงนั้น

ล่าสุด แหล่งข่าวระดับสูงในกระทรวงมหาดไทยให้ข้อมูลว่า ข้อเท็จจริงของกรณีดังกล่าวมีรายละเอียดมากกว่าที่ปรากฏต่อสาธารณะ โดยประเด็นที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากการรับฟังข้อมูลเพียงด้านเดียว และไม่ได้เป็นการดำเนินการจากกระแสข่าวหรือการตำหนิของฝ่ายการเมืองเพียงอย่างเดียว หากแต่มีการรายงานสถานการณ์จากพื้นที่เข้าสู่ผู้บังคับบัญชาตามลำดับ รวมทั้งมีข้อมูลจากเจ้าหน้าที่และผู้ที่ลงไปปฏิบัติหน้าที่จริงในพื้นที่

แหล่งข่าวระบุว่า เมื่อมีประเด็นเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการเกิดขึ้น โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ต้องตรวจสอบข้อมูลจากผู้ปฏิบัติงานจริง เพื่อให้ทราบว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไร ใครเป็นผู้รับผิดชอบ และการดำเนินการในพื้นที่เป็นไปตามข้อสั่งการและภารกิจของฝ่ายปกครองหรือไม่

“ในที่ประชุมบริหารสถานการณ์ ข้อมูลไม่ได้มาจากคนคนเดียว และไม่ได้ตรวจสอบกันจากเอกสารบนโต๊ะเพียงอย่างเดียว แต่มีการสอบถามและรับฟังข้อมูลจากคนที่ลงไปทำงานในพื้นที่จริง เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ผู้บังคับบัญชาก็ต้องตรวจสอบ ไม่ใช่ปล่อยผ่านเพียงเพราะผู้ที่เกี่ยวข้องเคยมีผลงานดีในอดีต” แหล่งข่าวกล่าว

แหล่งข่าวยังระบุว่า การที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้รับรายงานจากพื้นที่และมีข้อห่วงใยต่อการปฏิบัติราชการนั้น เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารราชการตามปกติ เมื่อผู้บังคับบัญชาได้รับข้อมูลว่ามีปัญหา ย่อมต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและกำหนดมาตรการที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้ปัญหาส่งผลกระทบต่อประชาชน

“คนที่อยู่หน้างานจริงย่อมเห็นรายละเอียดมากกว่าคนที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ และข้อมูลจากผู้ปฏิบัติจริงก็ต้องถูกนำมาประกอบการตัดสินใจของผู้บังคับบัญชา”

ส่วนข้อเสนอของอดีตปลัดกระทรวงมหาดไทยที่ขอให้ผู้บังคับบัญชาปกป้องและดูแลผู้ใต้บังคับบัญชานั้น แหล่งข่าวเห็นว่า หลักการดังกล่าวเป็นสิ่งที่ผู้บังคับบัญชาทุกระดับยึดถืออยู่แล้ว แต่การปกป้องผู้ใต้บังคับบัญชาจะต้องดำเนินควบคู่กับการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความรับผิดชอบต่อประชาชน

การปกป้องไม่ได้หมายความว่าต้องปกป้องโดยไม่ตรวจสอบ หากเป็นข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ถูกต้อง ก็ต้องให้ความเป็นธรรมและปกป้องเขา แต่ถ้ามีประเด็นที่ต้องตรวจสอบ ผู้บังคับบัญชาก็ต้องตรวจสอบ เพราะความรับผิดชอบไม่ได้มีต่อผู้ใต้บังคับบัญชาเท่านั้น แต่มีต่อประชาชนและทางราชการด้วย

ยังตั้งข้อสังเกตว่า การหยิบยกผลงานหรือคุณงามความดีในอดีตของข้าราชการมาเป็นเหตุผลว่าไม่ควรถูกตรวจสอบนั้น อาจไม่ใช่หลักการบริหารราชการที่ถูกต้อง เพราะ ผลงานในอดีตเป็นสิ่งที่ควรได้รับการยกย่อง แต่ไม่สามารถใช้เป็นข้อยกเว้นจากการตรวจสอบเมื่อมีเหตุหรือข้อร้องเรียนเกิดขึ้น

ในทางกลับกัน หากผลการตรวจสอบปรากฏว่าไม่มีความผิดหรือข้อกล่าวหาไม่เป็นความจริง ข้าราชการผู้นั้นก็ย่อมได้รับความเป็นธรรมและสามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้ตามขั้นตอนของทางราชการ