รายงานการวิเคราะห์ฉบับใหม่ของเอมเบอร์พบอีวีช่วยให้ประเทศที่นำเข้าน้ำมันได้พักหายใจจากวิกฤตพลังงานฮอร์มุซ โดยในช่วงระหว่างเดือนมี.ค.-ส.ค. รถยนต์ไฟฟ้าช่วยลดความต้องการน้ำมันดิบลงได้ถึงราว 20,000 ล้านดอลลาร์
รายงานจากกลุ่มคลังสมองด้านพลังงานแห่งนี้ยังระบุว่า ขณะที่หลายประเทศเดินหน้าเข้าสู่ยุคอีวี อเมริกากลับถอยหลัง และปล่อยให้ 15 ประเทศที่รวมถึงอินเดียและบราซิลแซงหน้าในแง่ส่วนแบ่งยอดขายรถใหม่ทั้งหมดที่เป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% เป็นครั้งแรก
เอมเบอร์ประเมินว่า รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศที่นำเข้าน้ำมันช่วยลดความต้องการใช้น้ำมันดิบได้ถึง 200 ล้านบาร์เรลระหว่างเดือนมี.ค.ถึงส.ค. คิดเป็นมูลค่าราว 20,000 ล้านดอลลาร์
จีนเป็นประเทศที่ได้ประโยชน์ชัดเจนที่สุด รายงานคาดว่า อีวีช่วยลดการบริโภคน้ำมันดิบในแดนมังกรเป็นมูลค่าถึงราว 14,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ชาติสมาชิกสหภาพยุโรปประหยัดไปได้ 3,100 ล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะเยอรมนีและฝรั่งเศส
ยวน เกรแฮม นักวิเคราะห์อาวุโสด้านพลังงานของเอมเบอร์ ชี้ว่า ประเทศที่ลงทุนในอีวีก่อนที่วิกฤตพลังงานจะปะทุขึ้น ถึงตอนนี้มีภูมิคุ้มกันหรือได้รับการปกป้องจากวิกฤตมากกว่า และหลายประเทศมากขึ้นกำลังเจริญรอยตามแนวทางนี้
เขายังบอกอีกว่า อีวีทุกคันที่วิ่งอยู่บนถนนช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดน้ำมัน และยิ่งคนใช้อีวีมากขึ้นเท่าไหร่ ความสามารถในการรับมือวิกฤตอุปทานพลังงานในอนาคตจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกไม่ได้จำกัดอยู่แค่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อความมั่นคงทางพลังงาน ความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจ และการวางตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ของแต่ละประเทศ ในโลกที่การพึ่งพาน้ำมันนำเข้ากำลังกลายเป็นความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญมากขึ้น
บทวิเคราะห์นี้เผยแพร่ออกมาเมื่อวันพุธ (14 ต.ค.) พร้อมกับการเปิดตัวระบบติดตามยอดขายอีวีใหม่ของเอมเบอร์ ซึ่งครอบคลุมข้อมูลจาก 56 ประเทศ และคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 90% ของยอดขายอีวีทั่วโลก และมากกว่า 80% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด ระบบนี้ยังช่วยประเมินว่า จำนวนอีวีที่มีอยู่ของแต่ละประเทศช่วยทดแทนการใช้น้ำมันได้มากน้อยแค่ไหน
อินเดีย-บราซิลแซงอเมริกา
ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) คิดเป็นสัดส่วนเพียง 6% ของยอดขายรถยนต์ขนาดเล็กในอเมริกาในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ หลังจากคณะบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยุติเครดิตภาษีอีวีตั้งแต่เดือนก.ย. 2025
รายงานชี้ว่า ในบรรดา 56 ประเทศที่เอมเบอร์ติดตามข้อมูลยอดขายอีวี มีถึง 49 ประเทศที่มีส่วนแบ่งยอดขาย BEV มากกว่าอเมริกา และ 15 ประเทศแซงอเมริกาได้เป็นครั้งแรก ในจำนวนนี้รวมถึงอินเดีย บราซิล อิตาลี มาเลเซีย และนิวซีแลนด์
อินเดียมีส่วนแบ่งยอดขาย BEV มากกว่าอเมริกาทุกเดือนตั้งแต่เดือนเม.ย. ขณะที่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า 100% ของบราซิลเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตามการเติบโตของตลาด และจากการที่โรงงานอีวีแห่งใหม่ ๆ เริ่มเดินเครื่องผลิตจริง
ขณะเดียวกัน ยอดขาย BEV ในญี่ปุ่นปีนี้เพิ่มขึ้นสองเท่า หลังจากรัฐบาลออกนโยบายช่วยเหลือผู้ซื้อในส่วนค่าใช้จ่ายเริ่มต้นในการซื้อรถ
ยอดขายอีวีไต่ขึ้นไม่พัก
ช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ ยอดขาย BEV ทั่วโลกเพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว สวนทางยอดขายปลั๊ก-อินไฮบริด (PHEV) ที่ดิ่งลง 12% และรถเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ลดลง 6%
ส่วนแบ่งยอดขาย BEV อยู่ที่ 18% ของยอดขายรถใหม่ทั่วโลก เพิ่มขึ้นจาก 16% ในปีที่ผ่านมา
เอมเบอร์ประเมินว่า หากไม่รวมจีนและอเมริกา ยอดขาย BEV ทั่วโลกทะยานขึ้นถึง 45%
รายงานเพิ่มเติมว่า ปัญหาซัปพลายน้ำมันสะดุดช่วยกระตุ้นยอดขายอีวีในอินเดีย ชิลี ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ขณะที่นโยบายที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ามีราคาจับต้องได้มากขึ้นกำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เช่นเดียวกัน
ตัวอย่างเช่น โครงการโซเชียลลิสซิ่งของฝรั่งเศสช่วยดันส่วนแบ่งยอดขาย BEV พุ่งขึ้นทะลุ 30% เป็นครั้งแรก เช่นเดียวกับยอดขายอีวีในเยอรมนีที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งภายหลังรัฐบาลออกมาตรการอุดหนุนใหม่ตั้งแต่ต้นปี
นอกจากนั้น หลายประเทศกำลังขยายกำลังผลิตอีวีในท้องถิ่น ทาทาและมหินทราร่วมกันกวาดยอดขายอีวีในอินเดียกว่า 60% ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ด้านบราซิลกำลังเติบโตขึ้นในฐานะฮับการผลิตระดับภูมิภาค และวินฟาสต์ของเวียดนามเดินหน้าขยายฐานการผลิตในต่างแดนอย่างต่อเนื่อง
ที่มา: อิเล็กเทรค

