xs
xsm
sm
md
lg

“โง่-ห่วย-เลว” 3 คำสะเทือนศึกซักฟอก ฝ่ายค้านเอาจริง หรือแค่เล่นคำแรง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ตอนยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ทางผู้นำฝ่ายค้านบอกว่า จะอภิปรายในธีม “ระบอบสีน้ำเงิน ระบอบ น.หนู กินรวบประเทศ” แต่ตอนนี้ สามคำที่กำลังจะดังกลางสภา ในศึกซักฟอกครั้งนี้ คือคำว่า “โง่ ห่วย เลว”
สามคำสั้นๆ แต่ทำเอานายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีรกูล” ถึงกับหัวเราะเจื่อน ก่อนจะย้อนถามกลับว่า พูดถึงรัฐบาลหรือพูดถึงตัวเอง พร้อมพาดพิงว่าพรรคประชาธิปัตย์เคยมี ส.ส.เป็นร้อย แต่วันนี้เหลือเพียงหลักสิบ ขณะที่พรรคภูมิใจไทยเติบโตขึ้นมาเกือบ 200 เสียง
เอาเข้าจริง ประเด็นที่น่าสนใจกว่าการหัวเราะ หรือการสวนกลับกันไปมาคือ ตกลงสามคำนี้ “การดี เลียวไพโรจน์” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ต้องการสื่ออะไร แล้วฝ่ายรัฐบาลตอบคำถามนั้นแล้วหรือยัง?

การดี เลียวไพโรจน์
มาเริ่มจากคำแรก

หนึ่ง โง่...ถ้าแปลกันตรงๆ คำนี้ฟังเหมือนการดูถูกสติปัญญา

แต่ถ้าเอามาใช้เป็นโจทย์อภิปรายรัฐบาล เราควรแปลให้เป็นคำถามที่จับต้องได้ว่า รัฐบาลตัดสินใจผิดพลาดหรือเปล่า ใช้ข้อมูลครบถ้วนหรือไม่ และนโยบายที่ออกมานั้น แก้ปัญหาให้ประชาชนได้จริงแค่ไหน

เพราะคนเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องด้วยตัวเอง แต่ต้องมีความสามารถในการตัดสินใจ เลือกคนให้ถูกกับงาน และรับฟังข้อมูลที่ถูกต้อง

ถ้ารัฐบาลออกนโยบายแล้วเกิดปัญหา ประชาชนต้องเป็นคนรับผลกระทบ หรือถ้ามีคำเตือนอยู่ก่อนแล้ว แต่รัฐบาลยังเดินหน้าจนเกิดความเสียหาย นี่แหละคือเรื่องที่ฝ่ายค้านต้องนำหลักฐานมาอธิบาย

ไม่ใช่แค่เรียกใครว่า โง่ แล้วจบกันไป

ก็ลองคิดดูว่า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ผู้นำรัฐบาลมีคุณสมบัติส่วนตัวที่ตรงกับข้อนี้หรือไม่

สอง ห่วย...คำนี้นับว่าแปลงเป็นโจทย์ตรวจสอบได้ชัดที่สุด เพราะมันเกี่ยวกับผลงานโดยตรง

รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศแล้ว ประชาชนได้อะไร ปัญหาเศรษฐกิจดีขึ้นหรือไม่ ค่าครองชีพเป็นอย่างไร การจัดการปัญหาเร่งด่วนทำได้ตามที่ประกาศไว้หรือเปล่า และนโยบายต่างๆ ที่ใช้เงินภาษีประชาชนไปดำเนินการ ให้ผลลัพธ์คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปหรือไม่

นี่คือสิ่งที่ต้องวัดกันด้วยตัวเลข ผลงานที่จับต้องได้ และผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง

รัฐบาลมีสิทธิ์ชี้แจงว่าทำอะไรสำเร็จไปแล้วบ้าง แต่ฝ่ายค้านก็มีสิทธิ์ถามว่า แล้วสิ่งที่ยังล้มเหลวอยู่ คืออะไร ใครต้องรับผิดชอบ และจะแก้ไขอย่างไร

เพราะฉะนั้น คำว่า “ห่วย” จะมีน้ำหนักหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครพูดเสียงดัง หรือใครประท้วงเก่ง แต่อยู่ที่ว่าใครเอาหลักฐานมาแสดงให้ประชาชนเห็นได้มากกว่ากัน

สาม เลว... คำนี้หนักที่สุด เพราะไม่ใช่แค่เรื่องตัดสินใจผิด หรือบริหารงานไม่ได้ผล แต่มันพาไปถึงเรื่องจริยธรรม ความโปร่งใส และการใช้อำนาจโดยมิชอบ

ถ้าฝ่ายค้านจะใช้คำนี้ ก็ต้องตอบให้ได้ว่ากำลังกล่าวถึงพฤติกรรมแบบไหน มีข้อเท็จจริงอะไร ใครเกี่ยวข้อง และมีหลักฐานรองรับอย่างไร

เป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ มีการเอื้อประโยชน์ให้ใครหรือเปล่า มีการใช้อำนาจผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ หรือมีพฤติการณ์ที่ขัดต่อมาตรฐานจริยธรรมอย่างไร

ทั้งหมดนี้ต้องพิสูจน์ด้วยข้อมูล ไม่ใช่ใช้วาทกรรม คำแรง แล้วจะให้ประชาชนเชื่อทันที

นี่คือจุดสำคัญที่สุดของสามคำนี้ ถ้าพรรคประชาธิปัตย์จะใช้เป็นธงในการอภิปราย ก็ต้องเปลี่ยนคำทั้งสาม ให้กลายเป็นข้อกล่าวหาที่ชัดเจน มีเอกสาร มีตัวเลข และมีคำถามที่รัฐบาลหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทีนี้มาดูการตอบโต้ของฝ่ายรัฐบาลกันบ้าง

“นายกฯอนุทิน” หัวเราะ แล้วย้อนถามว่าคนพูดกำลังพูดถึงตัวเองหรือไม่ ก่อนจะยกจำนวนส.ส.ในอดีตของประชาธิปัตย์ มาเปรียบเทียบกับการเติบโตของ ภูมิใจไทย

อนุทิน ชาญวีรกูล
ส่วนโฆษกรัฐบาล “เอกภพ เพียรพิเศษ” ตั้งข้อสังเกตว่า ประชาธิปัตย์อาจกำลังแย่งซีนกับพรรคฝ่ายค้านด้วยกันเอง และยังย้อนให้ผู้พูดกลับไปพิจารณาตัวเองด้วย

ต้องยอมรับว่า ในทางการเมือง ทุกฝ่ายมีสิทธิ์โต้กลับและการใช้ถ้อยคำรุนแรงก็ย่อมถูกวิจารณ์ได้ แต่ถ้าจะตอบกันด้วยเหตุผล คิดว่ามีคำถามหนึ่งที่ยังสำคัญกว่าเรื่องจำนวนส.ส. หรือการแย่งพื้นที่ข่าว

รัฐบาลเห็นว่าคำกล่าวหานี้ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ถ้าไม่เป็นธรรม ก็ชี้แจงด้วยผลงาน และข้อเท็จจริงมาหักล้างได้เลย

ถ้ารัฐบาลบริหารดี ก็แสดงตัวเลขให้ดู ถ้านโยบายได้ผล ก็เอาผลลัพธ์มาอธิบาย ถ้าข้อกล่าวหาเรื่องความไม่โปร่งใสไม่มีมูล ก็ชี้แจงเอกสาร และข้อเท็จจริงให้ชัดเจน

เพราะการบอกว่า พรรคของคนพูดมีส.ส.น้อยลง ไม่ได้พิสูจน์ว่า คำวิจารณ์นั้นผิด เช่นเดียวกับการที่พรรคหนึ่งมีส.ส.เพิ่มขึ้น ก็ไม่ได้แปลว่า ทุกการตัดสินใจของรัฐบาลจะถูกต้องเพราะมี สส.มาก

เรื่องจำนวน ส.ส.เป็นเรื่องหนึ่ง ส่วนเรื่องความสามารถในการบริหารประเทศ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายค้านเองก็ต้องระวังเหมือนกัน อย่าให้ “โง่ ห่วย เลว” สามคำนี้ กลายเป็นเพียงการเรียกกระแสก่อนวันอภิปราย เพราะเมื่อถึงเวลาเปิดเวทีจริง ประชาชนต้องได้ฟังมากกว่าวาทกรรม คำด่า แต่ต้องได้เห็นว่า เรื่องไหนผิดพลาดอย่างไร ความเสียหายเกิดขึ้นตรงไหน และใครต้องรับผิดชอบ!

สุดท้ายนี้ อยากฝากคำถามไว้ว่า…

ในการอภิปราย วันที่ 27 ถึง 29 ตุลาคม และลงมติวันที่ 30 ตุลาคม นี้ เราจะได้เห็นการตรวจสอบรัฐบาลด้วยหลักฐาน หรือจะเห็นเพียงการตอบโต้กันด้วยวาทกรรม?

เพราะสามคำ ว่า “โง่ ห่วย เลว” จะมีความหมาย ก็ต่อเมื่อมีข้อเท็จจริงมารองรับ

ไม่อย่างนั้น ฝ่ายค้านก็อาจเหลือเพียงคำแรงๆ ที่ใช้เรียกความสนใจ ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลก็อาจใช้เสียงหัวเราะ และการย้อนศร เพื่อหลบออกจากคำถาม

และคนที่เสียประโยชน์ที่สุด ก็อาจไม่ใช่พรรคไหนเลย แต่เป็นประชาชนที่รอคำตอบว่า ประเทศกำลังถูกบริหารอย่างไร และใครจะรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้น

สุดท้ายขอทิ้งเป็นคำถามไว้ว่า...“โง่ ห่วย เลว” สามคำนี้ ควรถูกพิสูจน์ด้วยเรื่องไหนมากที่สุด ระหว่างการตัดสินใจที่ผิดพลาด ผลงานที่ไม่เป็นไปตามเป้า หรือ ปัญหาความโปร่งใสในการใช้อำนาจ ?!