เรื่อง“ส.ส.ไอเดียร์ สุชาดา” มีอีกมุมหนึ่งที่ชวนให้ติดตาม
หลังจากที่ “สุชาดา ซาง แทนทรัพย์” สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ออกมายอมรับว่า “ไท่หยาง จาง” สามี ถือหุ้นอยู่ 1% ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ หลายคนอาจจะคิดว่า... เอ้า!ก็แค่1% เอง จะเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรนักหนา
จริงๆ แล้ว ปัญหาของเรื่องนี้อาจไม่ได้อยู่ที่ถือหุ้น 1% หรือ 10% ด้วยซ้ำไป
แต่อยู่ที่ว่า หุ้นก้อนนี้คืออะไร เงินมาจากไหน แจ้งบัญชีทรัพย์สินถูกต้องหรือเปล่า และธุรกิจที่เข้าไปลงทุนนั้นเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง...เหล่านี้ต่างหากที่สังคมกำลังรอคำตอบจาก“ไอเดียร์”
อย่างไรก็ตาม การออกมาชี้แจงครั้งนี้ สามารถบอกได้ว่า มีทั้งข้อดีและข้อเสีย กับเจ้าตัว
ข้อดีคือ อย่างน้อย “ไอเดียร์”ก็ออกมาพูด ยอมรับว่าสามีมีหุ้น และประกาศว่าพร้อมให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบ
แต่ข้อเสียก็คือ ก่อนหน้านี้สังคมยังตั้งคำถามว่า สามีถือหุ้นจริงหรือไม่...วันนี้ก็ได้รับการยืนยันแล้ว คำถามจึงขยับไปอีกขั้นทันที!
เพราะเมื่อมีข้อมูลว่า บริษัทแม่ของ Shuffle เคยมีชื่อของ “ไท่หยาง จาง” สามีของไอเดียร์ ถือหุ้นบุริมสิทธิอยู่ 2,160 หุ้น ก็ต้องถามกันต่อว่า หุ้นที่ถืออยู่ในอดีต กับตัวเลข 1% ที่ชี้แจงวันนี้ ตรงกันหรือไม่
หุ้นยังอยู่ หรือขายไปแล้ว?
ถ้ายังอยู่ ตอนยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อป.ป.ช. เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แสดงรายการไว้ตรงไหน ?
ถ้าขายไปแล้ว ขายเมื่อไร ขายให้ใคร ได้เงินเท่าไร แล้วเงินก้อนนั้นอยู่ในบัญชีทรัพย์สินรายการไหน ?
นี่ต่างหาก ที่เป็นคำถามสำคัญ เพราะถ้าตรวจสอบแล้วทุกอย่างถูกต้อง มีการชี้แจงด้วยเอกสารชัดเจน เรื่องก็มีโอกาสคลี่คลาย
แต่ถ้าพบว่า มีรายการที่ต้องแจ้งแล้วไม่ได้แจ้ง ก็ต้องให้หน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบต่อไปตามกฎหมาย ว่าเจตนาปกปิดหรือไม่
ส่วนเรื่องที่บอกว่า ถือหุ้นเพียง 1% ก็อยากให้แยกให้ออกว่า การถือหุ้นน้อย ไม่ได้แปลว่า ผิด หรือ ไม่ผิด โดยอัตโนมัติ แต่ต้องดูว่าบริษัททำธุรกิจอะไร ผู้ถือหุ้นมีบทบาทอย่างไร และมีหลักฐานอะไร ที่เชื่อมโยงกับการกระทำผิดหรือไม่
ทีนี้มาถึงผลกระทบทางการเมือง... แน่นอนว่า เรื่องนี้ไม่ได้กระทบแค่ตัว “สส.ไอเดียร์” แต่กระทบถึง พรรคภูมิใจไทยด้วย
เพราะเมื่อคนที่มีตำแหน่งทางการเมือง มีคู่สมรสลงทุนในธุรกิจที่สังคมกำลังตั้งคำถาม พรรคก็ต้องตอบให้ได้ว่า มีมาตรฐานตรวจสอบบุคคลของตัวเองอย่างไร
จะปกป้องสมาชิก ก็ต้องอยู่บนข้อเท็จจริง จะเรียกร้องให้ตรวจสอบ ก็ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกคน
และจุดที่น่าจับตาที่สุด ไม่ใช่คำว่า 1% แต่อยู่ที่ว่าเมื่อ“ไอเดียร์”เปิดประเด็นขึ้นมาแล้ว จะมีคำตอบที่ชัดเจนตามมาได้หรือไม่
เพราะการออกมาพูด อาจช่วยหยุดข่าวลือบางอย่างได้ แต่ถ้าคำชี้แจงยังตอบคำถามสำคัญไม่ได้ มันก็จะกลายเป็นการกระตุ้นให้มีคำถามเพิ่มขึ้นอีก
ตอนนี้ยังไม่ได้บอกว่า“ไอเดียร์” ผิด และไม่ได้บอกว่าสามี ทำผิดกฎหมาย
แต่เมื่อเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของคู่สมรส และธุรกิจที่ถูกตั้งข้อสงสัย สิ่งที่สังคมต้องการไม่ใช่คำยืนยันว่า แค่ 1% หรือไม่ได้ใช้เงินก้อนนั้น แต่คือเอกสาร และข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้
เพราะในทางการเมือง บางครั้งตัวเลขที่ดูเล็ก อาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่ที่สุด แต่คำถามที่ยังตอบไม่ได้ต่างหาก ที่ทำให้เรื่องเล็ก กลายเป็นเรื่องใหญ่

