xs
xsm
sm
md
lg

หุ้น 1% ในธุรกิจสีเทา มองมุมไหนก็เป็นปัญหา รอวัดใจปปช.กล้าเชือด 'ไอเดียร์'

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



วัดใจ ป.ป.ช. สอบปมร้อน สส.ไอเดียร์ กรณีสามีถือหุ้น 1% ในธุรกิจสีเทา แม้ถูกเทียบเคียงคดีพิธาแต่คนละประเด็นทางกฎหมาย เดิมพันครั้งสำคัญที่จะสร้างบรรทัดฐานใหม่ทางการเมือง

ประเด็นทางการเมืองในเวลานี้คงไม่มีเรื่องไหนจะร้อนแรงมากไปกว่า กรณีของ ‘ไอเดียร์’ หรือ นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาชี้แจงต่อสาธารณชนและยอมรับ ว่า สามีของตนเองมีการถือหุ้นในบริษัทที่ประกอบธุรกิจที่ข้องกับเว็บพนันออนไลน์ในต่างประเทศอยู่ 1% พร้อมกับการพยายามอธิบายว่าเป็นเพียงการลงทุนสัดส่วนน้อย ไม่ใช่เจ้าของหลัก และเป็นการทำธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมายในต่างประเทศ

จากความเคลื่อนไหวที่ปรากฎขึ้นมา กำลังเป็นแรงบีบให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต้องเร่งเข้ามาตรวจสอบอย่างจริงจัง ในข้อหาการยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ

โดยหัวใจของเรื่องนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข 1% เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าหุ้นดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ต้องแจ้งตามกฎหมายและได้เปิดเผยรายการไว้อย่างถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ และข้อมูลที่ยื่นต่อหน่วยงานตรวจสอบสอดคล้องกับข้อเท็จจริงเพียงใด เพราะการถือหุ้นในสัดส่วนต่ำไม่ได้ทำให้บุคคลพ้นจากหน้าที่เปิดเผยทรัพย์สินที่กฎหมายกำหนด

ประเด็นดังกล่าวทำให้กรณีของไอเดียร์ถูกนำไปเปรียบเทียบกับกรณี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ซึ่งถือหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) จำนวน 42,000 หุ้น หรือประมาณ 0.00348% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ก่อนที่ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อปี 2567 ว่าสมาชิกภาพ สส. ของพิธาไม่สิ้นสุดลง เนื่องจากข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟังได้คือ ไอทีวีไม่ได้ประกอบกิจการหรือมีรายได้จากกิจการสื่อสารมวลชน

แม้ทั้งสองกรณีจะมีเรื่องสัดส่วนการถือหุ้นเป็นจุดร่วมที่คล้ายกันแต่การนำมาเทียบเคียงกันโดยตรงอาจทำให้สาระสำคัญทางกฎหมายคลาดเคลื่อนได้ เพราะกรณีพิธาเป็นเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. ตามรัฐธรรมนูญซึ่งห้ามผู้สมัครเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน โดยประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พิธาไม่ต้องตกเก้าอี้ทางการเมือง เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่าบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ไม่ได้ประกอบกิจการสื่อสารมวลชนแล้ว ไม่ได้ไปวินิจฉัยในประเด็นของจำนวนหุ้นที่ถือครองอยู่แต่อย่างใด

กล่าวได้ว่า ผลคดีของพิธาไม่ได้หมายความว่าการถือหุ้นในสัดส่วนต่ำจะไม่เป็นความผิดเสมอไป แต่เป็นผลจากการพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลักษณะกิจการของบริษัทไอทีวีตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น หากมีการหยิบยกกรณีนี้มาอธิบายว่าการถือหุ้น 1% ในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนันไม่จำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบ จึงไม่ใช่การเปรียบเทียบที่ตรงประเด็นนัก เพราะทั้งสองกรณีมีวัตถุประสงค์ในการตรวจสอบและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องแตกต่างกัน

สำหรับกรณีไอเดียร์ ผู้ถือหุ้นตามคำชี้แจงคือสามี ขณะที่ธุรกิจถูกกล่าวถึงว่าเกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ แม้จะมีการชี้แจงว่าการลงทุนดังกล่าวดำเนินการในต่างประเทศและถูกกฎหมายของประเทศนั้น แต่ข้อเท็จจริงนี้ยังต้องแยกพิจารณาออกจากประเด็นการแจ้งบัญชีทรัพย์สินตามกฎหมายไทย เพราะความชอบด้วยกฎหมายของการประกอบธุรกิจในต่างประเทศกับหน้าที่เปิดเผยทรัพย์สินเป็นคนละเรื่องกัน การชี้แจงว่าธุรกิจถูกกฎหมายในประเทศที่จดทะเบียนหรือดำเนินกิจการ จึงยังไม่อาจเป็นคำตอบได้ว่าจะถูกกฎหมายไทยไปด้วยหรือไม่

ความไม่ชัดเจนในแง่ของกฎหมายตรงนี้เอง จึงเป็นจุดที่บทบาทของ ป.ป.ช. ถูกจับตามอง เพราะประเด็นที่สังคมต้องการทราบคือ การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินในกรณีนี้เป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการถือหุ้นมีรายละเอียดอย่างไร และที่สำคัญการถือหุ้นในกิจการที่ถูกกฎหมายในต่างประเทศแต่ผิดกฎหมายของประเทศไทยดังกล่าวได้มีการแจ้งกับป.ป.ช.หรือไม่ หรือหากแจ้งกับป.ป.ช.แล้วด้วยสภาพของธุรกิจดังกล่าวจะเป็นประเด็นที่นำไปสู่การตรวจสอบป.ป.ช.ในเรื่องใดได้บ้าง เพื่อเป็นการสร้างบรรทัดฐานในระยะยาว

ด้วยเหตุนี้ จึงกลายเป็นว่าสังคมกำลังมีความคาดหวังสูงกับองค์กรที่มีปัญหาต้นทุนทางสังคมอย่างป.ป.ช.อย่างไม่อาจปฏิเสธได้ และนี่อาจเป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้ป.ป.ช.กลับมาทำงานให้อยู่กับร่องกับรอยอีกครั้ง