MGR Online - เจ้าหน้าที่ระดับสูงที่รับผิดชอบด้านการปราบปรามการค้ามนุษย์ของกัมพูชาได้ตั้งคำถามต่อการตัดสินใจของสหรัฐฯ ที่ยังคงจัดให้กัมพูชาอยู่ในกลุ่มเทียร์ 3 (Tier 3) บัญชีดำด้านการค้ามนุษย์ติดต่อกันเป็นปีที่ 5 โดยวิจารณ์ว่ารายงานฉบับดังกล่าวขาดความสมดุลในการประเมินความพยายามของประเทศ และไม่ได้ให้การยอมรับความคืบหน้าต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างเพียงพอ
ในรายงานที่เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้สรุปว่ารัฐบาลกัมพูชายังไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำในการขจัดปัญหาการค้ามนุษย์อย่างเต็มที่ และไม่ได้ใช้ความพยายามอย่างมีนัยสำคัญในการดำเนินการดังกล่าว
รายงานชิ้นดังกล่าวได้เชื่อมโยงปัญหาการค้ามนุษย์ในกัมพูชากับปฏิบัติการหลอกลวงทางออนไลน์ และเช่นเดียวกับปีก่อนหน้านั้น รายงานได้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลกัมพูชาว่ายังดำเนินการไม่เพียงพอกับเจ้าหน้าที่และที่ปรึกษาบางคนที่ได้รับผลประโยชน์ทางการเงินจากการค้ามนุษย์ในศูนย์หลอกลวงออนไลน์ และปกป้องอาชญากรที่อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการเหล่านี้
แม้จะมีการปราบปรามศูนย์หลอกลวงออนไลน์ทั่วประเทศภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2568 แต่รายงานระบุว่าการบังคับใช้กฎหมายยังคงเป็นการเลือกปฏิบัติ และแทบไม่มีการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด
นอกจากนี้ รายงานยังหยิบยกประเด็นปัญหาบริการช่วยเหลือสำหรับอดีตเหยื่อศูนย์หลอกลวงที่ยังไม่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะในขั้นตอนการคัดกรองเพื่อระบุว่าบุคคลเหล่านั้นเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์หรือไม่ ซึ่งส่งผลให้จำนวนเหยื่อที่รัฐบาลระบุได้นั้นมีน้อยกว่าช่วงเวลาที่รายงานก่อนหน้า
“บริการช่วยเหลือเหยื่อยังไม่เพียงพอต่อการรองรับจำนวนเหยื่อที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งหลบหนีออกมาจากศูนย์หลอกลวงออนไลน์ นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ได้ลงโทษเหยื่ออย่างไม่เหมาะสม เพียงเพราะเหยื่อกระทำความผิดตามกฎหมาย โดยเฉพาะการละเมิดกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองที่เป็นผลโดยตรงจากการเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์” รายงานระบุ
นางโช บุน เอ็ง รัฐมนตรีช่วยกระทรวงมหาดไทยและรองประธานคณะกรรมการแห่งชาติเพื่อการปราบปรามการค้ามนุษย์ (NCCT) กล่าวว่า รายงานของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ในปีนี้ ยังคงขาดความสมดุลในการสะท้อนทั้งแง่บวกและแง่ลบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการยอมรับและสนับสนุนความพยายามที่กำลังดำเนินการอยู่
“ข้อกล่าวหาเหล่านั้นไม่ได้ผิดไปทั้งหมด แต่ก็ไม่ถูกต้องทั้งหมดเช่นกัน เราต้องการรายงานที่สะท้อนความจริงเพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น หากมองภาพรวมการทำงานของรัฐบาลกัมพูชา ก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเราได้ดำเนินการสิ่งใดไปบ้างแล้ว” โช บุน เอ็ง กล่าว
จากมุมมองเชิงบวก ความมุ่งมั่นทางการเมืองเพื่อกำจัดอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีหรืออาชญากรรมออนไลน์ที่เชื่อมโยงไปถึงความผิดอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงการค้ามนุษย์ ถือเป็นรากฐานสำคัญของการดำเนินงานของรัฐบาล แม้ว่าผลลัพธ์ที่ได้อาจจะยังไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ก็ตาม โช บุน เอ็ง ระบุ
“สิ่งที่เราได้ดำเนินการไปแล้วคือการนำกลยุทธ์ทุกรูปแบบที่มีอยู่มาปรับใช้ ทั้งการให้ความรู้ การป้องกัน การสืบสวน การปราบปราม การกวาดล้างและปิดสถานที่ที่ถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ รวมถึงการดำเนินการกับกลุ่มอาชญากรต่างๆ ส่วนเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมเหล่านี้ได้ถูกส่งตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ขณะเดียวกันก็มีการตรากฎหมายเพิ่มเติมด้วย” โช บุน เอ็ง กล่าวเสริม
เธอยังระบุอีกว่า เจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายกำลังดำเนินการให้ความรู้และฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ทุกระดับ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการเฝ้าระวังและปราบปรามการดำเนินกิจกรรมที่ผิดกฎหมายแบบลับๆ รวมถึงปฏิบัติการของอาชญากรที่มีการเคลื่อนย้ายสถานที่
“เรากำลังเสริมการบริหารจัดการชายแดน และเฝ้าติดตามและประเมินการเปลี่ยนแปลงของกิจกรรมทางอาชญากรรมอย่างต่อเนื่อง งานของเราไม่เคยหยุด” โช บุน เอ็ง ระบุ
โช บุน เอ็ง กล่าวว่ารัฐบาลตรวจพบและระบุได้ถึงกิจกรรมที่เป็นอาชญากรรมในช่วงปี 2565-2566 หลังการระบาดของโควิด-19 โดยได้กำหนดมาตรการและแผนงานเพื่อปราบปรามการค้ามนุษย์ทุกรูปแบบ พร้อมทั้งแสวงหาแนวทางการตอบโต้ที่มีประสิทธิภาพ
“แต่อย่างไรก็ตาม อาชญากรรมออนไลน์ได้แพร่กระจายรวดเร็วมาก ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยียังดึงดูดผู้คนจากหลายที่เข้ามาพัวพันในเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้” โช บุน เอ็ง ระบุ
บุน เอ็ง กล่าวว่าทางการได้ออกคำสั่งรวมถึงแผนการสืบสวนและปราบปรามไปทั่วทุกจังหวัดและเมืองหลวง โดยมีการติดตามอย่างสม่ำเสมอ
“เหยื่ออาชญากรรมได้รับการช่วยเหลือผ่านกระบวนการที่เหมาะสม รวมถึงการดำเนินการส่งตัวกลับประเทศต้นทาง โดยอาศัยความร่วมมืออย่างต่อเนื่องกับประเทศที่เกี่ยวข้อง”
นอกจากนี้ เธอยังย้ำถึงประเด็นที่ผู้นำกัมพูชาเคยกล่าวไว้ว่ากิจกรรมทางอาชญากรรมออนไลน์เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในหลายประเทศทั่วภูมิภาค ไม่เพียงแต่ภายในกัมพูชาเพียงแห่งเดียวเท่านั้น
“แต่ละประเทศต่างพยายามอย่างหนักในการกำหนดมาตรการเพื่อปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้ ส่งผลให้กลุ่มอาชญากรและเหยื่อต้องย้ายจากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่งด้วยวิธีการต่างๆ” เธอกล่าว พร้อมเสริมว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีประเทศใดประกาศว่าสามารถขจัดอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีนี้ได้สำเร็จ
ทั้งนี้ บุน เอ็ง ยอมรับว่ามีเจ้าหน้าที่บางส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องหรือได้รับผลประโยชน์จากอาชญากรรมเหล่านี้
“รัฐบาลตระหนักถึงเรื่องนี้ และได้ดำเนินการสืบสวน จับกุม และดำเนินคดีตามกฎหมายมาอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาบางอย่างก็ยังไม่มีหลักฐานยืนยันเพียงพอ การกล่าวหาอาจบั่นทอนกำลังใจของผู้ที่ทำงานอย่างหนัก และอาจทำให้ผู้ที่ไม่ทราบสถานการณ์หรือไม่มีส่วนร่วมในการดำเนินงานเหล่านี้เกิดความเข้าใจผิดได้” โช บุน เอ็ง ระบุ
เธอย้ำว่า NCCT ได้ร่วมมือกับองค์กรพันธมิตรทั่วประเทศ ทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่นเพื่อต่อสู้กับการค้ามนุษย์ทุกรูปแบบ
“จากความร่วมมือนี้ทำให้เราเข้าใจถึงความยากลำบากและความท้าทายต่างๆ อย่างชัดเจน เราได้ร่วมกันหาแนวทางแก้ไขและถอดบทเรียนจากประสบการณ์ที่ผ่านมา เพื่อให้เข้าใจถึงขอบเขตของปัญหา”
เธอยังระบุว่ามีองค์กรพัฒนาเอกชนหลายแห่งที่ได้ร่วมงานและยังคงทำงานกับรัฐบาล ซึ่งข้อมูลนี้ขัดแย้งกับเนื้อหาในรายงานของสหรัฐฯ
โช บุน เอ็ง โต้แย้งว่า การกล่าวหาที่ปราศจากข้อมูลความจริงอาจส่งผลให้ผู้กระทำความผิดได้ใจโดยไม่ตั้งใจ เพราะเมื่อผู้ปฏิบัติงานปราบปรามอาชญากรรมถูกกล่าวหา ก็อาจทำให้อาชญากรเกิดความฮึกเหิมได้ใจ
“ยกตัวอย่างเช่น พวกเราที่ทำงานในคณะกรรมการระดับชาติ ในฐานะเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบด้านการต่อต้านการค้ามนุษย์ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่อง และได้ย้ำเตือนภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดถึงความจำเป็นในการร่วมมือกัน แต่กลายเป็นว่าชื่อของเราไปปรากฎอยู่ในรายงานหรือข้อกล่าวหาที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมที่เรากำลังต่อสู้ นี่เป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง เราต้องการให้มีการประเมินที่ถูกต้องและเป็นธรรม” โช บุน เอ็ง ระบุ.

