วันนี้ (21 ต.ค. 2569) จากกรณีที่กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดให้ประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นต่อแนวทางการกำกับดูแลธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลซื้อก่อน จ่ายทีหลัง หรือ บายนาว เพย์เลเทอร์ (Buy Now, Pay Later หรือ BNPL) เพื่อประกอบการกำหนดหลักการและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค. 2569 ถึงวันที่ 15 พ.ย. 2569 ผ่านเว็บไซต์ของ ธปท. หรือเว็บไซต์ระบบกลางทางกฎหมาย โดยมีสาระสำคัญคือ ผู้ประกอบธุรกิจ BNPL ต้องได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกํากับสําหรับธุรกิจประเภท BNPL เท่านั้น ไม่สามารถนําใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลประเภทอื่นมาให้บริการในลักษณะ BNPL ได้ โดยต้องเป็นสมาชิกและนําส่งข้อมูลเครดิตแก่บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) หรือ เครดิตบูโร
.
ส่วนคุณสมบัติของผู้ใช้บริการ ต้องมีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป และผู้ประกอบธุรกิจพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นผู้ที่มีความสามารถเพียงพอสําหรับการชําระหนี้ โดยอาจใช้ข้อมูลทางเลือกแทนการใช้หลักฐานรายได้เหมือนสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล (Digital Personal Loan หรือ Digital P-loan) กำหนดวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 20,000 บาทต่อราย กรณีที่ในกลุ่มธุรกิจมีผู้ประกอบธุรกิจ BNPL มากกว่า 1 ราย ให้นับรวมกลุ่มธุรกิจเดียวกันไม่เกิน 20,000 บาทต่อราย ระยะเวลาผ่อนชำระแต่ละรายการไม่เกิน 6 เดือน และกำหนดเพดานดอกเบี้ยรวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องไม่เกิน 15% ต่อปี คำนวณแบบอัตราที่แท้จริง (Effective Rate) โดยรวมค่าธรรมเนียมและส่วนเพิ่มของราคาสินค้าที่เกิดจากการเลือกผ่อนชำระตามเงื่อนไข
.
นอกจากนี้ ผู้ประกอบธุรกิจต้องไม่ให้สินเชื่อ BNPL เพื่อใช้ซื้อสินค้าหรือบริการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดต่อศีลธรรมอันดี หรือเป็นสินค้าที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้โดยง่าย รวมทั้งไม่สามารถให้เบิกถอน โอน หรือเปลี่ยนวงเงินเป็นเงินสด เงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money หรือ e-Wallet) หรือบัญชีอื่นใด ที่สามารถนําไปใช้ในวัตถุประสงค์อื่นที่ไม่ใช่การซื้อสินค้าและบริการ และต้องจัดให้มีแนวทางหรือกลไกที่เหมาะสมในการป้องกันมิให้มีการชําระคืนสินเชื่อส่วนบุคคล BNPL ด้วยบัตรเครดิตหรือสินเชื่อประเภทอื่น ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม เป็นต้น
.
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกบทวิเคราะห์ที่ชื่อว่า "BNPL ภายใต้กติกาที่กำลังเปลี่ยนไป เพื่อยกระดับการกำกับดูแลและคุ้มครองผู้บริโภค" สาระสำคัญระบุว่า สินเชื่อส่วนบุคคลซื้อก่อน จ่ายทีหลัง (BNPL) มีบทบาทเพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าและบริการผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล สะท้อนจากจำนวนบัญชีที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยจำนวนบัญชี BNPL เพิ่มขึ้นจากประมาณ 6.2 แสนบัญชีในปี 2564 มาที่ 6.3 ล้านบัญชีในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าภายใน 4 ปี โดยในปี 2568 จำนวนบัญชี BNPL เติบโต 28.3% สูงกว่าจำนวนบัญชีสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน เติบโต 3.9% และบัตรเครดิตเติบโต 1.3% ขณะที่มูลค่าการใช้สินเชื่อ BNPL เพิ่มขึ้นเกือบ 6 เท่า จาก 6,834 ล้านบาท ในปี 2564 มาที่ 40,713 ล้านบาทในปี 2568
.
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ลักษณะสำคัญของสินเชื่อ BNPL คือการให้สินเชื่อที่เชื่อมโยงโดยตรงกับการซื้อสินค้าและบริการบนแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยผู้บริโภคสามารถเลือกใช้สินเชื่อเป็นทางเลือกในการชำระเงินได้ตั้งแต่ขั้นตอนการซื้อสินค้า ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงสินเชื่อและเพิ่มความคล่องตัวด้านการใช้จ่าย โดยเฉพาะผู้ที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อรูปแบบเดิม ดังนั้น กระทรวงการคลังและ ธปท. จึงเสนอให้นำธุรกิจ BNPL ที่ให้บริการผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีนัยสำคัญต่อประชาชนในวงกว้างเข้าสู่ระบบการกำกับดูแล เช่น แพลตฟอร์มประเภทตลาดสินค้าที่มีมูลค่าธุรกรรมในประเทศเกิน 100 ล้านบาทต่อปี หรือมีจำนวนผู้ใช้บริการเฉลี่ยต่อเดือนย้อนหลังเกิน 5% ของจำนวนประชากรทั่วประเทศ
.
ทั้งนี้ การกำหนดให้ผู้ใช้บริการมีอายุอย่างน้อย 20 ปี วงเงินสินเชื่อไม่เกิน 20,000 บาทต่อรายภายในกลุ่มธุรกิจ ระยะเวลาชำระคืนไม่เกิน 6 เดือนต่อธุรกรรม และเพดานดอกเบี้ยรวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องไม่เกิน 15% ต่อปี ต่ำกว่าสินเชื่อรายย่อยประเภทอื่น ทั้งบัตรเครดิต (16%) สินเชื่อส่วนบุคคลไม่มีหลักประกัน (25%) สินเชื่อส่วนบุคคลที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน (24%) และนาโนไฟแนนซ์ (33%) นอกจากนี้ ยังเสนอให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องได้รับอนุญาตและนำส่งข้อมูลแก่บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ รวมถึงห้ามเปลี่ยนวงเงินสินเชื่อเป็นเงินสด และต้องมีกลไกป้องกันการนำสินเชื่อประเภทอื่นมาชำระหนี้ BNPL
.
"มีข้อสังเกตว่า แนวทางกำกับดูแล BNPL มีความเข้มงวดในบางมิติมากกว่าสินเชื่อรายย่อยบางประเภท โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัลที่มีเพดานวงเงินและระยะเวลาชำระคืนเท่ากัน แต่ BNPL มีเพดานดอกเบี้ยต่ำกว่าและจำกัดวัตถุประสงค์การใช้สินเชื่อ สะท้อนแนวทางการกำกับที่ให้ความสำคัญกับการลดความเสี่ยงจากการก่อหนี้เพื่อการบริโภคเกินความจำเป็น" ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุ
.
อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า แม้เกณฑ์ใหม่จะช่วยลดความเสี่ยงจากการก่อหนี้เกินตัว แต่ก็ยังมีข้อจำกัด เนื่องจากเพดานวงเงินครอบคลุมเฉพาะผู้ให้บริการภายในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน จึงยังไม่สามารถจำกัดการก่อหนี้ข้ามกลุ่มธุรกิจได้ทั้งหมด ทำให้การนำส่งข้อมูลเครดิตมีความสำคัญต่อการประเมินภาระหนี้รวมของผู้กู้ นอกจากนี้ ในมุมผู้ประกอบธุรกิจ เพดานดอกเบี้ยที่ 15% อาจลดความยืดหยุ่นในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับต้นทุนและความเสี่ยงของผู้กู้ ขณะที่ยังต้องรับภาระต้นทุนเงินทุน การดำเนินงาน และความเสี่ยงด้านเครดิต ส่งผลให้ผู้ประกอบธุรกิจอาจต้องปรับรูปแบบรายได้ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุน หรือคัดกรองลูกหนี้เข้มงวดขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อของผู้บริโภคบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีข้อมูลทางการเงินจำกัด
......
Sondhi X

