เปิดงบ 5 กลุ่มธนาคารใหญ่ 9 เดือนแรกปี 2569 กวาดกำไรสุทธิรวม 144,316 ล้านบาท กสิกรไทยครองแชมป์ 40,635 ล้านบาท ขณะที่กรุงเทพกำไรหดหนักสุด 21.6% และ SCBX ลดลง 14.3% สวนทาง TTB–กรุงศรีที่ยังเติบโต ท่ามกลางแรงกดดัน 3 ด้าน ทั้งดอกเบี้ยขาลง สินเชื่อรายย่อยและ SMEs หดตัว รวมถึงหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง บีบธนาคารคุมความเสี่ยงเข้ม หันเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมและลดต้นทุนดำเนินงาน
ผลประกอบการกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ของไทยในช่วง 9 เดือนแรกปี 2569 สะท้อนความท้าทายของธุรกิจธนาคารที่กำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน ทั้งทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลงที่ส่งผลต่อรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ การเติบโตของสินเชื่อที่ยังจำกัดอยู่ในบางกลุ่มธุรกิจ และภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการก่อหนี้ใหม่และการชำระหนี้ของประชาชน
จากการรวบรวมผลประกอบการของ 5 กลุ่มธนาคารใหญ่ ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงเทพ กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และธนาคารทหารไทยธนชาต พบว่ามีกำไรสุทธิรวม 144,316 ล้านบาท โดย 3 กลุ่มมีกำไรเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อีก 2 กลุ่มมีกำไรลดลง สะท้อนความแตกต่างของโครงสร้างรายได้และความสามารถในการรับมือกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง
3 แรงกดดันธุรกิจแบงก์ ดอกเบี้ยต่ำ–สินเชื่อแผ่ว–หนี้ครัวเรือนสูง
แรงกดดันประการแรกมาจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลง ซึ่งทำให้ธนาคารหลายแห่งต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อช่วยลดภาระทางการเงินให้กับลูกค้า ส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิถูกกดดัน แม้ธนาคารจะสามารถบริหารต้นทุนเงินฝากให้ลดลงได้บางส่วน แต่ความสามารถในการรักษาส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ หรือ NIM ยังคงแตกต่างกันตามโครงสร้างสินเชื่อและเงินฝากของแต่ละแห่ง
ประการที่สอง คือการเติบโตของสินเชื่อที่ยังไม่กระจายตัว โดยข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์รวมเครือในไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัวเพียง 2.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีความต้องการเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น ขณะที่สินเชื่อ SMEs และสินเชื่ออุปโภคบริโภคยังหดตัวต่อเนื่อง จากความเสี่ยงด้านเครดิตที่อยู่ในระดับสูง
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า แม้สินเชื่อภาพรวมจะกลับมาขยายตัวได้ แต่การเติบโตยังไม่กระจายไปถึงผู้ประกอบการรายย่อยและภาคครัวเรือนอย่างทั่วถึง ทำให้ธนาคารต้องรักษาสมดุลระหว่างการขยายสินเชื่อใหม่กับการควบคุมคุณภาพสินทรัพย์
ส่วนแรงกดดันประการที่สาม คือปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับรายได้ของประชาชนบางกลุ่มฟื้นตัวช้า ส่งผลให้ครัวเรือนจำนวนหนึ่งมีข้อจำกัดในการก่อหนี้เพิ่ม ขณะที่ธนาคารต้องเพิ่มความระมัดระวังในการอนุมัติสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อรายย่อยและสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการที่มีฐานะการเงินเปราะบาง
ข้อมูล ธปท. ยังระบุว่า ณ ไตรมาส 2 ปี 2569 ระบบธนาคารพาณิชย์มีหนี้เสีย หรือ NPL อยู่ที่ 534,800 ล้านบาท คิดเป็น 2.82% ของสินเชื่อรวม แม้สัดส่วนหนี้เสียจะทรงตัว แต่ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ SMEs และครัวเรือนยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ตาม แรงกดดันทั้ง 3 ด้านไม่ได้ส่งผลกระทบต่อธนาคารทุกแห่งเท่ากัน โดยธนาคารที่มีรายได้ค่าธรรมเนียมและรายได้จากธุรกิจอื่นมากขึ้น หรือสามารถควบคุมต้นทุนและบริหารคุณภาพสินเชื่อได้ดี ยังมีโอกาสรักษาการเติบโตของกำไร แม้รายได้ดอกเบี้ยจะชะลอตัว
กสิกรไทยครองแชมป์กำไร 4.06 หมื่นล้าน รายได้ค่าธรรมเนียมช่วยพยุง
ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK รายงานกำไรสุทธิ 9 เดือนแรกปี 2569 สูงสุดในกลุ่มที่ศึกษา จำนวน 40,635 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.43% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิจะลดลง 8.87% เหลือ 94,992 ล้านบาท ตามภาวะอัตราดอกเบี้ยขาลง โดยมี NIM อยู่ที่ 2.89%
ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยอยู่ที่ 51,894 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.51% โดยได้รับแรงสนับสนุนจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง การลงทุน และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ช่วยลดแรงกดดันจากรายได้ดอกเบี้ยที่ปรับตัวลดลง
อย่างไรก็ตาม ผลกำไรของกสิกรไทยมีรายได้ค่าชดเชยมูลค่าเงินลงทุนที่เกิดขึ้นครั้งเดียวจำนวน 1,455 ล้านบาท ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการในงวดนี้ด้วย สะท้อนว่าการเติบโตของกำไรไม่ได้มาจากธุรกิจปกติทั้งหมด
SCBX กำไรหด 14.3% บอนด์ยิลด์พุ่งฉุดพอร์ตลงทุน
บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX มีกำไรสุทธิ 9 เดือนแรก 31,989 ล้านบาท ลดลง 14.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ไตรมาส 3 มีกำไรสุทธิ 10,677 ล้านบาท ลดลง 4.0% จากไตรมาสก่อนหน้า
ปัจจัยสำคัญมาจากรายได้จากการลงทุนและการค้าพลิกเป็นขาดทุน 424 ล้านบาท จากไตรมาสก่อนหน้าที่มีกำไร 2,552 ล้านบาท หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อการวัดมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในตราสารหนี้
อย่างไรก็ตาม รายได้ดอกเบี้ยสุทธิไตรมาส 3 อยู่ที่ 27,452 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5% จากไตรมาสก่อน โดย NIM อยู่ที่ 3.07% ขณะที่สินเชื่อขยายตัว 2.4% จากสิ้นปี 2568
ด้านรายได้ค่าธรรมเนียมและอื่น ๆ ไตรมาส 3 อยู่ที่ 11,498 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.2% จากปีก่อน ขณะที่งวด 9 เดือนเติบโต 12.8% โดยมีธุรกิจบริหารความมั่งคั่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SCBX ระบุว่า ความผันผวนได้กลายเป็นบริบทสำคัญของการดำเนินธุรกิจที่ไม่ใช่เรื่องชั่วคราวอีกต่อไป ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังคงกระจุกตัวในภาคการส่งออกที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและธุรกิจขนาดใหญ่ ส่วนภาคครัวเรือนและผู้ประกอบการรายย่อยยังเผชิญแรงกดดัน
SCBX จึงเดินหน้าขยายฐานรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย บริหารคุณภาพสินทรัพย์เชิงรุก และนำ AI เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ควบคู่กับการเตรียมเปิดธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank)
สำหรับการเปลี่ยนผ่านผู้บริหาร กลุ่มยังคงดำเนินการตามแผนเดิม โดย ดร.อารักษ์ สุธีวงศ์ จะเข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 ต่อจากนายอาทิตย์ นันทวิทยา
แบงก์กรุงเทพกำไรวูบ 21.6% ดอกเบี้ยขาลงกดรายได้
ธนาคารกรุงเทพ หรือ BBL มีกำไรสุทธิ 9 เดือนแรก 29,981 ล้านบาท ลดลง 21.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน นับเป็นการลดลงมากที่สุดในเชิงเปอร์เซ็นต์ของทั้ง 5 กลุ่มที่นำมาเปรียบเทียบ
สาเหตุหลักมาจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลงตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร โดย NIM อยู่ที่ 2.47% ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลงจากกำไรสุทธิจากเงินลงทุน แม้รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิจะเพิ่มขึ้นจากธุรกิจประกันผ่านธนาคาร กองทุนรวม และธุรกิจหลักทรัพย์
ธนาคารสามารถลดค่าใช้จ่ายดำเนินงานได้ 4.6% และลดผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 13.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ยังไม่เพียงพอชดเชยแรงกดดันด้านรายได้
อย่างไรก็ตาม สินเชื่อรวมยังขยายตัว 3.2% จากสิ้นปี 2568 โดยมีสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่และกิจการต่างประเทศเป็นแรงสนับสนุน ขณะที่ NPL อยู่ที่ 3.2% และมีอัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพสูงถึง 322.1%
กรุงศรีกำไรโต 3.9% สินเชื่อใหญ่–อาเซียนช่วยหนุน
ธนาคารกรุงศรีอยุธยาและบริษัทในเครือ หรือ BAY มีกำไรสุทธิ 9 เดือนแรก 25,572 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่และสินเชื่อในอาเซียน ซึ่งเติบโต 6.5% และ 7.7% ตามลำดับ
ขณะที่สินเชื่อรวมขยายตัวเพียง 0.8% จากสิ้นปี 2568 เนื่องจากสินเชื่อ SMEs และสินเชื่อรายย่อยในประเทศยังหดตัว สะท้อนข้อจำกัดในการขยายสินเชื่อไปยังกลุ่มลูกค้าที่มีความเปราะบางทางการเงิน
อย่างไรก็ตาม กรุงศรีสามารถรักษาความสามารถในการทำรายได้ดอกเบี้ย โดย NIM เพิ่มขึ้นเป็น 4.58% จาก 4.28% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน จากโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อที่มีผลตอบแทนสูง การรับรู้ผลการดำเนินงานของพอร์ตสินเชื่อ TIDLOR และการบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยยังเพิ่มขึ้น 3.7% จากปีก่อน เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนผลกำไรของกลุ่ม
TTB กำไรโต 4.8% แม้สินเชื่อหดตัว
ธนาคารทหารไทยธนชาต หรือ TTB มีกำไรสุทธิ 9 เดือนแรก 16,139 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้สินเชื่อรวมอยู่ที่ประมาณ 1.187 ล้านล้านบาท ลดลง 1.5% จากสิ้นปี 2568
ผลประกอบการได้รับแรงสนับสนุนจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยและการบริหารต้นทุนทางการเงิน ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิยังถูกกดดันจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลง
รายได้จากการดำเนินงานรวมอยู่ที่ 50,862 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3% จากปีก่อน ขณะที่อัตราส่วน NPL อยู่ที่ 2.88% ต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย 3.2% และมีอัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ 159%
ผลประกอบการดังกล่าวสะท้อนการให้ความสำคัญกับการรักษาคุณภาพสินทรัพย์และการบริหารผลตอบแทนของสินเชื่อ มากกว่าการเร่งขยายปริมาณสินเชื่อในภาวะที่ความเสี่ยงด้านเครดิตยังอยู่ในระดับสูง
จับตาแบงก์ไทยปี 2569 กำไรยังมี แต่โจทย์ใหญ่คือการเติบโต
เมื่อพิจารณาผลประกอบการของทั้ง 5 กลุ่ม พบว่า แม้ธุรกิจธนาคารยังสามารถสร้างกำไรในระดับสูง แต่โครงสร้างการเติบโตกำลังเผชิญความท้าทายมากขึ้น โดยเฉพาะการพึ่งพารายได้ดอกเบี้ยในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในทิศทางลดลง
ขณะเดียวกัน การขยายสินเชื่อใหม่ยังถูกจำกัดจากความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและผู้ประกอบการรายย่อย ทำให้การเติบโตของสินเชื่อกระจุกตัวอยู่ในธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งกว่า
ภาวะดังกล่าวทำให้ธนาคารต้องปรับกลยุทธ์จากการมุ่งขยายสินเชื่อเพียงอย่างเดียว ไปสู่การเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียม ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง การลงทุน และบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ ควบคู่กับการลดต้นทุนดำเนินงานด้วยเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติ
อย่างไรก็ตาม การลดลงของดอกเบี้ยไม่ได้ส่งผลลบต่อธนาคารทุกแห่งในระดับเดียวกัน เพราะธนาคารที่สามารถลดต้นทุนเงินฝากได้เร็ว หรือมีสัดส่วนสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูง อาจรักษาส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยไว้ได้ดีกว่าธนาคารอื่น
สำหรับช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 ปัจจัยที่ต้องติดตามจึงประกอบด้วยทิศทางอัตราดอกเบี้ย การขยายตัวของสินเชื่อ โดยเฉพาะรายย่อยและ SMEs แนวโน้มหนี้เสีย และความสามารถในการเพิ่มรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดทิศทางกำไรธนาคารในระยะต่อไป
ทั้งนี้ การเปรียบเทียบกำไรของทั้ง 5 กลุ่มเป็นการใช้ผลประกอบการรวมของแต่ละกลุ่มธุรกิจการเงิน โดยเฉพาะ SCBX ซึ่งเป็นงบรวมของบริษัทโฮลดิ้งที่ครอบคลุมธนาคารไทยพาณิชย์และธุรกิจการเงินอื่น จึงไม่ใช่ผลกำไรของธนาคารไทยพาณิชย์เพียงแห่งเดียว

