xs
xsm
sm
md
lg

บ้านเมืองวอดวายก็แรงพอแล้ว! "มาครง" โอด "ทรัมป์" ฉวยโอกาส ใช้เหตุจลาจลฝรั่งเศสหาเสียงเลือกตั้ง ปธน.US

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ในวันพุธ(21ต.ค.) กล่าวโจมตีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างชัดเจน ว่าใช้เหตุจลาจลในฝรั่งเศส เพื่อสร้างความได้เปรียบในศึกเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ความเคลื่อนไหวซึ่งมีขึ้นในขณะที่ปารีสกำลังเตรียมการรับมือกับการประท้วงอีกรอบในช่วงสุดสัปดาห์นี้

มาครง กล่าวระหว่างเยือนกาตาร์ สื่อเป็นนัยว่า ทรัมป์ และเป็นไปได้ว่าอาจรวมถึง เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ซึ่งอยู่ในโหมดของการเลือกตั้งเช่นกัน ได้แสดงความเห็นโง่ๆเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบในฝรั่งเศส เพื่อประโยชน์ทางการเมือง แต่เขาไม่ได้เอ่ยชื่อผู้นำคนไหนตรงๆ

"มีบางคนหาเสียงบนความเดือดร้อนของฝรั่งเศส พวกผู้นำที่อยู่ในโหมดเลือกตั้ง ไม่ว่าจะที่นี่ในภูมิภาคนี้ หรืออีกฟากหนึ่งของมหาสมุทรแอตแลนติก" เขาบอกกับพวกผู้สื่อข่าวในโดฮา

คำกล่าวของ มาครง มีขึ้นในขณะที่เขาและรัฐบาลของเขา กำลังดิ้นรนจัดการกับวิกฤตหนึ่งๆที่สร้างรอยด่างพร้อยให้แก่ภาพลักษณ์ของฝรั่งเศส ทั้งในสายตาชาวต่างชาติและในตลาดการเงิน ราว 6 เดือนก่อนถึงศึกเลือกตั้งประธานาธิบดี

รัฐบาลฝรั่งเศสยอมรับว่าพวกเขาไม่อาจควบคุมความบ้าคลั่งของเหตุความรุนแรงบนท้องถนน ซึ่งปะทุขึ้นเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยพวกกลุ่มเยาวชนสวมหน้ากากก่อเหตุปะทะกับตำรวจ ปล้นสะดมร้านค้าและทุบทำลายวางเพลิงอาคารราชการ

ทรัมป์พยายามเชื่อมโยงการประท้วงในฝรั่งเศสเข้ากับ "พวกผู้อพยพ กลุ่มก่อการร้าย และคอมมิวนิสต์" ในระหว่างการหาเสียงให้กับพรรครีพับลิกันในสหรัฐฯ โดยเน้นข้อความต่อต้านการอพยพเป็นหลัก

นอกจากนี้แล้วในวันอังคาร(20ต.ค.) ทรัมป์ ยังกล่าวยกย่อง มารีน เลอ เปน ผู้นำขวาจัดของฝรั่งเศส ซึ่งมีอุดมการณ์เดียวกับเขา ว่าเป็นสุ้มเสียงหนึ่งของฝ่ายอนุรักษ์นิยม ท่ามกลางผลสำรวจความคิดเห็นต่างๆนานาที่ยกให้เธอเป็นตัวเต็งในศึกชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีฝรั่งเศสในครั้งนี้

เนทันยาฮู พันธมิตรของ ทรัมป์ ก็ต้องเผชิญการต่อสู้ชิงชัยในศึกเลือกตั้งที่เข้มข้นเช่นกัน และเขากล่าวในวันอังคาร(20ต.ค.) อ้างว่าฝรั่งเศสกำลังถูกรุกรานโดยพวกอิสลามหัวรุนแรง อย่างไรก็ตามพวกนักวิเคราะห์หลายคนปฏิเสธคำกล่าวอ้างที่ว่าพวกผู้อพยพเป็นตัวขับเคลื่อนการประท้วงในฝรั่งเศส

เหตุความรุนแรงบดบังการประท้วงเมื่อวันเสาร์(17ต.ค.) ซึ่งพบเห็นประชาชนกว่าครึ่งล้านออกมาเดินขบวนทั่วประเทศ คร่ำครวญเกี่ยวกับค่าครองชีพที่พุ่งสูง การชุมนุมดังกล่าวมีขึ้นหลังจากก่อนหน้านี้ พวกนักเรียนนักศึกษาพากันชุมนุมต่อเนื่องมา 4 สัปดาห์ จนต้องมีการปิดสถาบันการศึกษาหลายแห่งทั่วประเทศ

เนื่องจากเหตุจลาจล ซึ่งถือเป็นครั้งเลวร้ายที่สุดของฝรั่งเศสในรอบหลายปี และก่อนหน้าการประท้วงต่อต้านค่าครองชีพที่พุ่งสูงรอบใหม่ที่จะมีขึ้นในวันเสาร์(24ต.ค.) รัฐบาลมาครงเตือนว่าจะไม่ยอมให้มีความรุนแรงเกิดขึ้นอีก

เจ้าหน้าที่ในปารีสและเมืองอื่นๆอีกหลายแห่ง ได้ประกาศเคอร์ฟิวยามค่ำคืนในวันจันทร์(19ต.ค.) และวันอังคาร(20ต.ค.) ในบางพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการประท้วงหรือการปล้นสะดม

มาครง เปิดเผยว่าในวันพฤหัสบดี(22ต.ค.) เขาจะเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีและหน่วยข่าวกรอง เพื่อรับฟังรายละเอียดต่างๆของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

เซบาสเตียน เลอกอร์นู นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส ได้พบปะหารือกับพวกแกนนำสหภาพที่จัดการเดินขบวนในวันพุธ(21ต.ค.) พร้อมประกาศจะระดมกำลังตำรวจจำนวนมหาศาล รับมือกับการชุมนุมระลอกใหม่ในวันเสาร์นี้ ซึ่งจัดขึ้นโดยกลุ่ม "เสื้อกั๊กเหลือง(Yellow Vest)" ในการประท้วงต่อต้านเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น

ความปั่นป่วนในฝรั่งเศส ซึ่งเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดอันดับสองของสหภาพยุโรปรองจากเยอรมนี ได้สร้างความสั่นสะเทือนให้กับตลาดการเงินที่กำลังวิตกกังวลอยู่แล้วเกี่ยวกับปัญหาหนี้สินและการขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มสูงขึ้นของประเทศแห่งนี้ โดยในวันศุกร์(23ต.ค.) คาดหมายว่าสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ "มูดีส์" จะปรับลดอันดับน่าเชื่อถือด้านหนี้สาธารณะของฝรั่งเศสลง

ประเทศเพื่อนบ้านของฝรั่งเศสอย่างอิตาลีและเบลเยียม ก็เริ่มเผชิญกับความไม่สงบในลักษณะเดียวกันแล้ว แม้จะเป็นในระดับที่เล็กกว่าก็ตาม โดยรัฐบาลอิตาลีได้สั่งการให้ส่งกำลังทหารจำนวน 500 นายไปยังเมืองมิลานเพื่อควบคุมสถานการณ์ความรุนแรงบนท้องถนนในเมืองดังกล่าว

ขบวนการเสื้อกั๊กเหลืองที่อยู่เบื้องหลังการชุมนุมเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ แถลงในวันพุธ(21ต.ค.) ว่าพวกเขาได้แจ้งเจ้าหน้าที่อย่างเป็นทางการ เกี่ยวกับแผนจัดการเดินขบวนในวันเสาร์(24ต.ค.) เริ่มจากบาสตีย์ นอกจากนี้แล้วกลุ่มเสื้อกั๊กเหลืองยังต้องการจัดการชุมนุมทั่วประเทศอีกรอบ ในวันที่ 5 พฤศจิกายนด้วย

ภาพเหตุการณ์ความรุนแรงบนท้องถนนในฝรั่งเศสเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งมีการเผยแพร่ไปทั่วโลก ส่งผลให้หลายประเทศ อาทิ สหรัฐฯ จีน และเยอรมนี ออกคำแนะนำด้านการเดินทางสำหรับพลเมืองของตนที่อยู่ในฝรั่งเศส

(ที่มา:เอเอฟพี)