พลเมืองเขมรบนสื่อสังคมออนไลน์ประกาศก้องบอยคอตต์สินค้าไทยทั่วไปประเทศ แต่ความจริงคือสินค้าไทยยังคงไล่บ่าเข้าตลาดกัมพูชา มูลค่ากว่า 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ(ประมาณ 50,000 ล้านบาท) กระตุ้นให้สื่อกัมพูชาตั้งคำถาม "เป็นเพราะความรู้สึกรักชาติของเรายังจำกัดอยู่ในวงแคบๆ หรือเป็นเพราะกลอุบายหลอกลวงของบรรดาพ่อค้าที่ขาดจิตสำนึกรักชาติกันแน่"
รายงานของเคบีเอ็นนิวส์ ระบุจากสถิติอย่างเป็นทางการล่าสุด พบว่าสินค้าไทยยังคงไหลบ่าเข้าสู่ตลาดกัมพูชาในมูลค่ากว่า 1,500 ล้านดอลลาร์ แม้มีการประกาศบอยคอตต์และการรณรงค์ไม่ใช้สินค้าไทยโดยพลเมืองชาวเน็ตกัมพูชา สิ่งนี้ก่อให้เกิดความสงสัยและความไม่พอใจอย่างยิ่งในหมู่สาธารณชน ที่เห็นผู้ค้านำเข้าบางส่วนยังคงซื้อสินค้าจากไทย และเพิกเฉยต่อความร่วมมือกันเพื่อปกป้องเศรษฐกิจของชาติ
ข้อมูลอย่างเป็นทางการของกรมศุลกากรและสรรพสามิตแห่งกัมพูชา พบว่าในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2026 มูลค่าสินค้านำเข้าจากไทย แม้ลดลงราวๆ 33% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน แต่ตัวเลขที่สูงกว่า 1,500 ล้านดอลลาร์นี้ ก็ยังคงเป็นจำนวนที่มหาศาลอย่างยิ่ง
ออกญา ลิม เฮง ประธานหอการค้ากัมพูชา ออกมาตอบข้อสงสัยของชาวเน็ตกัมพูชา ได้เปิดเผยถึงกลอุบายที่น่าประหลาดใจ โดยชี้ว่าปัจจุบันบริษัทไทยบางแห่งและพวกผู้นำเข้าบางส่วน ใช้วิธีเปลี่ยนภาษาบนบรรจุภัณฑ์ให้เป็นภาษาเขมร เพื่อนำมาวางจำหน่ายและกระจายสินค้าในตลาดกัมพูชา มันก่อความสับสนแก่พลเมือง ยากที่จะแยกแยะและมักซื้อผิดเพราะคิดว่าเป็นสินค้าของประเทศ ซึ่งถือเป็นการทำลายจิตวิญญาณแห่งการบอยคอตต์อย่างรุนแรง
ขณะเดียวกันออกญา ซิน จันธี รองประธานสมาคมธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กของกัมพูชา เน้นว่านอกเหนือจากสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันแล้ว วัตถุดิบและวัสดุเสริมบางรายการสำหรับภาคเกษตรอุตสาหกรรม ยังคงไหลบ่ามาจากไทยในระดับสูงสุด อย่างไรก็ตามเศรษฐีทั้ง 2 คน แสดงความชื่นชมต่อความเคลื่อนไหวบอยคอตต์ของพลเมือง ซึ่งลดกระแสสินค้าจากไทยลงอย่างมาก พร้อมเรียกร้องให้ชาวกัมพูชาทุกคนให้เดินหน้าความเป็นหนึ่งเดียวกันต่อไปในการบอยคอตต์สินค้าไทย เพิ่มความระมัดระวัง และสนับสนุนอย่างแข็งขันต่อการซื้อผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น
เคบีเอ็นนิวส์ พยายามแก้ต่าง ด้วยการปิดท้ายว่าสถิติโดยรวมเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าไทยมูลค่ากว่า 1,500 ล้านดอลลาร์ ไม่ได้หมายความว่าความเคลื่อนไหวบอยคอตต์ของพลเมืองนั้นล้มเหลว แต่เป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงความไม่ซื่อสัตย์และการขาดมโนธรรมของผู้ประกอบการนำเข้าสินค้าบางราย
กระแสความไม่พอใจของสาธารณชนที่เกิดขึ้นในขณะนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนทางเศรษฐกิจที่สำคัญ รวมพลังกันต่อไปเพื่อคว่ำบาตรสินค้าไทยอย่างเด็ดขาดยิ่งขึ้น ขณะที่การตรวจสอบบรรจุภัณฑ์อย่างรอบคอบเพื่อป้องกันกลโกง ควบคู่ไปกับการเพิ่มการสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากกัมพูชา จะกลายเป็นอาวุธทางการทูตเศรษฐกิจอันทรงพลัง ในการสั่งสอนผู้ค้าที่ไร้คุณธรรม และส่งเสริมอธิปไตยทางเศรษฐกิจของชาติอย่างยั่งยืน รายงานของเคบีเอ็นนิวส์ปิดท้าย
(ที่มา:เคบีเอ็นนิวส์)

