(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/10/australias-nextdc-stock-collapse-fires-a-global-ai-warning/)
Australia’s NextDC stock collapse fires a global AI warning
by Andrew Cullen
22/10/2026
การดิ่งลงถึง 40% ของราคาหุ้นบริษัท NextDC ชี้ให้เห็นว่าศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ใช่การลงทุนที่ปลอดภัยอีกต่อไป ขณะที่ความกังวลว้าวุ่นของตลาดยังอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงการเทขายครั้งใหญ่ทั่วโลก
ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา ศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ (data centers) ถือเป็นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่ค่อนข้างปลอดภัยและสร้างผลกำไรได้ดี รวมทั้งได้รับความสนใจจากพวกนักลงทุนในฐานะที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล เปรียบเสมือนระบบท่อส่งที่จำเป็นสำหรับการขับเคลื่อนอินเทอร์เน็ต
การเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence หรือ AI) ซึ่งมีความต้องการพลังประมวลผลที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้พวกผู้พัฒนาศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ต่างแข่งขันกันขยายและสร้างโครงการเพิ่มเติมเพื่อรองรับความต้องการดังกล่าว
ทว่าในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา พวกนักลงทุนเริ่มเกิดความกังวลอย่างแท้จริงเกี่ยวกับความยั่งยืนในระยะยาวของธุรกิจเหล่านี้
เมื่อวันพุธ (21 ต.ค.) ที่ผ่านมา หุ้นของเน็กซ์ดีซี (NextDC) หนึ่งในผู้พัฒนาศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์รายใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย ร่วงลงถึง 40% [1] หลังจากบริษัทเปิดเผยว่าโครงการศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งที่เป็นเรือธงของบริษัทในเมืองเมลเบิร์น ประสบปัญหาความล่าช้า ส่งผลให้รายรับที่คาดการณ์ว่าจะเข้ามา อยู่ในระดับต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้
ความล่าช้าเหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากชุมชนในพื้นที่ แสดงความกังวลอย่างแรงเกี่ยวกับผลกระทบของการขยายศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ M3 ของ NextDC ทั้งนี้ เจเมนา (Jemena) ผู้ให้บริการโครงข่ายไฟฟ้าก็ได้ระงับการประกอบติดตั้ง [2] เสาไฟฟ้าคอนกรีตขนาดยักษ์ที่วางขนานไปตามแนวถนนในย่านฟุตสเครย์ (Footscray) หลังจากสภาท้องถิ่นตั้งข้อสังเกตถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับย่านที่อยู่อาศัย
เสาไฟฟ้าความสูง 22 เมตรเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินงานของ NextDC ในย่านฟุตสเครย์ เนื่องจากพวกผู้ให้บริการศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ สร้างรายได้จากการจำหน่ายช่องทางการเข้าถึงพลังงานไฟฟ้าปริมาณมหาศาลที่ชิป AI จำเป็นต้องใช้ หากปราศจากกระแสไฟฟ้าเสียแล้ว ศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านี้ย่อมไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้
NextDC ไม่ใช่บริษัทเดียวในอุตสาหกรรมนี้ ซึ่งกำลังเผชิญกับอุปสรรคสำคัญหลายๆ ด้านที่รุมเร้าเข้ามา เฟอร์มัส (Firmus) บริษัทผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์รายใหญ่อีกแห่งหนึ่งในออสเตรเลีย ก็ได้ยกเลิกแผนการนำหุ้นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์เข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ออสเตรเลียอย่างกะทันหัน เนื่องจากไม่ค่อยได้รับความสนใจจากนักลงทุน
ทำนองเดียวกัน เอ็นสเกล (Nscale) ผู้พัฒนาศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ซึ่งตั้งฐานอยู่ในกรุงลอนดอน, สหราชอาณาจักร กำลังประสบปัญหาในการดึงดูดนักลงทุน [3] สำหรับการนำหุ้นของบริษัทเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์วอลล์สตรีทเช่นกัน ส่วนหุ้นของบริษัทคอร์วีฟ (CoreWeave) ซึ่งโอ่อ้างว่าเป็นผู้ดำเนินงานซูเปอร์คอมพิวเตอร์ AI ที่ทรงพลังที่สุดในโลก [4] ก็ร่วงลงถึง 15% ภายในวันเดียวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา [5] ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับสถานะความแข็งแกร่งทางการเงินของบริษัท
ความวิตกว้าวุ่นเหล่านี้เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นจริงอันโหดร้ายของเทคโนโลยี AI นั่นคือ ถึงแม้กระแสความนิยมยังคงแข็งแกร่งพุ่งแรง แต่โมเดลธุรกิจหลายๆ อย่างในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง กลับกำลังถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดมากขึ้นเรื่อยๆ
ต้นทุนกำลังเพิ่มสูงขึ้นทุกทีเนื่องจากการลงทุนอย่างมหาศาล
ประมาณการกันว่า ทั่วโลกมีการทุ่มเงินรวมเป็นจำนวนหลายแสนล้านดอลลาร์แล้ว [6] ไปกับการฝีกสอนโมเดล AI ตลอดจนการสร้างศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นตัวขับเคลื่อนเทคโนโลยีนี้ นอกจากนั้นยังมีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2032 เม็ดเงินลงทุนรวมอาจไต่สูงไปถึงหลัก 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ [7]
ที่ผ่านมา เงินลงทุนส่วนใหญ่มาจากแหล่งเงินทุนภายในของบริษัท AI เอง หรือได้จากการระดมทุนจากนักลงทุนโดยตรง แต่ในระยะหลังๆมานี้ บริษัทเหล่านี้เริ่มหันไปกู้ยืมเงินก้อนมหึมา [8] ด้วยวิธีการออกหุ้นกู้ภาคเอกชนมาจำหน่ายในตลาดบอนด์
ขณะที่เหล่านักลงทุนใน AI แม้จะมีความอดทนสูง แต่พวกเขาก็ยังคาดหวังที่จะได้รับผลตอบแทนทางการเงินที่คุ้มค่า
สถานการณ์ยิ่งยุ่งยากซับซ้อนขึ้นอีกจากปัญหาเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูงและอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้พัฒนาศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องเผชิญกับทั้งต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นและค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างที่แพงขึ้น รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นยังทำให้การลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นมีความน่าสนใจมากกว่าเดิมในสายตาของพวกนักลงทุน
พวกนักวิเคราะห์ประเมินกันว่า บริษัทปัญญาประดิษฐ์ชั้นนำอย่าง โอเพนเอไอ (OpenAI) และ แอนโทรปิก (Anthropic) จำเป็นต้องสร้างรายรับให้เติบโตในอัตราสูงถึง 80% ต่อปี ตลอดระยะเวลา 6 ปีข้างหน้า [9] จึงจะสามารถบรรลุเป้าหมายรายได้ที่พวกนักลงทุนคาดหวังกันเอาไว้ ทว่าสัญญาณบ่งชี้ในปัจจุบันกลับแสดงให้เห็นว่า การใช้จ่ายของผู้บริโภคและภาคธุรกิจสำหรับโมเดล AI แบบเสียค่าบริการ กำลังชะลอตัวลง [10]
การแข่งขันแย่งชิงชิป
สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก เมื่อฮาร์ดแวร์ที่ AI ต้องพึ่งพา กลายเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลอย่างแท้จริงให้กับนักลงทุน ในอดีตศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์สามารถเปิดดำเนินการได้นานหลายทศวรรษโดยแทบไม่ต้องบำรุงรักษาอะไรนัก จึงเป็นการรับประกันรายได้ซึ่งจะมาจากค่าเช่าและผลตอบแทนที่มั่นคง
ทว่าชิปสำหรับ AI กลับมีอายุการใช้งานเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น ชิปใหม่ๆ แต่ละรุ่นจำเป็นต้องมีการอัปเกรดระบบจ่ายไฟฟ้าและระบบระบายความร้อน ส่งผลให้ศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องตกอยู่ในวงจรของการแบกรับค่าใช้จ่ายระดับหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อรองรับการอัปเกรดเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง
ต่อให้รายได้จาก AI มีความเสถียรพอที่จะครอบคลุมค่าใช้จ่ายเหล่านี้ได้ ก็ยังคงมีปัญหาที่ว่า มันไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าบริษัทศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์จะสามารถจัดหาชิปที่จำเป็นมาติดตั้งเพื่อรองรับความต้องการด้าน AI ได้อย่างเพียงพอ
เมื่อไม่นานมานี้ แอมะซอน (Amazon) ยอมรับว่าตนเองกำลังกักตุนชิป AI คิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ทั้งที่ยังไม่มีพื้นที่เพียงพอสำหรับการติดตั้งชิปเหล่านั้น [11] เหตุผลของการลงทุนอย่างเกินความจำเป็นในระดับมหาศาลเช่นนี้ เกิดขึ้นจากความกังวลเกี่ยวกับอุปทานในระยะยาวในเรื่องชิป
บรรยากาศการแย่งชิงชิป AI เวลานี้ มีผู้เปรียบเทียบว่า เสมือนกับ "ยุคตื่นทอง" ซึ่งใครๆ ต่างปรารถนาและพร้อมใช้วิธีการทั้งหลายเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์นี้มาครอบครอง และนี่ยังเป็นเหตุผลว่าทำไม อินวิเดีย (Nvidia) ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตชิป AI สัญชาติอเมริกัน จึงเป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทในแวดวงปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถทำกำไรได้อย่างแท้จริง ยิ่งกว่านั้น Nvidia ยังลงทุนในบริษัทที่ซื้อชิปของตนเอง (ซึ่งก็คือลูกค้าของบริษัทนั่นเอง) จนก่อให้เกิดความกังวล มันจะเข้าข่ายรูปแบบการจัดหาเงินทุนที่หมุนเวียนกันอยู่ภายในกลุ่มเดียวกัน (circular financing) [12]
ความชอบธรรมทางสังคม
นอกเหนือจากความห่วงใยเกี่ยวกับเรื่องงบการเงินของพวกศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว ตอนนี้นักลงทุนทั้งหลายยังกังวลเกี่ยวกับการที่ศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ กำลังสูญเสีย "ความชอบธรรมทางสังคม" ท่ามกลางกระแสการประท้วงจากชุมชนท้องถิ่น ปัจจุบันชุมชนมีความกังวลอย่างมาก [13] เกี่ยวกับศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเสียงรบกวนอย่างต่อเนื่อง (จากการส่งกระแสไฟฟ้าและการทำงานของเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ), ผลกระทบทางทัศนียภาพ, ความร้อนที่แผ่ออกมาสู่พื้นที่ใกล้เคียง, รวมถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม [14]
ความกังวลเหล่านี้มีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงขึ้น ถ้าศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์เริ่มส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพด้วยการผลักดันให้ค่าไฟฟ้าหรือค่าน้ำประปาพุ่งสูง ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่า ภายในระยะเวลา 1 ทศวรรษข้างหน้า ศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ในรัฐนิวเซาท์เวลส์อาจใช้น้ำเป็นปริมาณสูงถึง 25% ของความต้องการใช้น้ำรายวันในนครซิดนีย์ [15] (ซึ่งเป็นเมืองเอกของนิวเซาท์เวลส์ และเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย)
ส่วนในรัฐวิกตอเรีย บริษัทออสเน็ต (AusNet) ที่เป็นผู้ดูแลระบบจ่ายไฟฟ้า กำลังพิจารณาคำขอเชื่อมต่อโครงข่ายจากศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ต่าง ๆ ที่รวมแล้ว ต้องการใช้ไฟฟ้ามากกว่า 10 กิกะวัตต์ ซึ่งอาจสูงเกินกว่ากำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดที่รัฐนี้มีอยู่ [16] ทั้ง 2 กรณีนี้ต่างแสดงให้เห็นว่าความต้องการในระดับดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น
ชุมชนจะได้รับประโยชน์เมื่อใด?
ยุคแห่ง AI จำเป็นต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพอย่างศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ แต่เส้นทางที่เรากำลังเดินอยู่เวลานี้คือการเรียกร้องต้องการเงินทุนมหาศาลจากนักลงทุนเพื่อป้อนเข้าสู่วงจรแห่งการอัปเกรดที่ไม่มีจุดสิ้นสุด
มันเรียกร้องต้องการทั้งไฟฟ้าและน้ำปริมาณมหาศาลจากสาธารณูปโภคในท้องถิ่น อีกทั้งยังสร้างภาระหนักอึ้งให้กับชุมชนซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านี้อีกด้วย
ปัจจัยเหล่านี้บ่งชี้ว่ายุคสมัยที่ศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ เคยเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นได้สิ้นสุดลงแล้ว และถ้านักลงทุนเริ่มไม่เต็มใจที่จะสนับสนุนความเสี่ยงเหล่านี้แบบหลับหูหลับตาปราศจากการไตร่ตรองอีกต่อไป ส่วนชุมชนต่าง ๆ ก็เริ่มต่อต้านการเป็นสถานที่ตั้งของศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านี้ ความผันผวนในตลาดหุ้นที่เกิดขึ้นในเดือนนี้ก็อาจลุกลามกลายเป็นการเทขายครั้งใหญ่ขึ้นได้
เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับเหล่านักลงทุน การลงทุนในด้าน AI จำเป็นต้องมุ่งเน้นมากกว่าแค่การสร้างโมเดลที่เก่งขึ้น แต่ต้องรวมถึงการพัฒนาโมเดลที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย –ทั้งในแง่ของต้นทุน, การใช้พลังงาน, และพื้นที่ที่จำเป็นต้องใช้
นอกจากนี้ หากสามารถออกแบบให้ศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านี้ช่วยสนับสนุนโครงข่ายไฟฟ้า [17] โดยเป็นการเพิ่มขีดความสามารถด้านพลังงานหมุนเวียนแทนที่จะไปเบียดบังพื้นที่หรือทรัพยากรเดิม ชุมชนต่าง ๆ ก็อาจเริ่มมองเห็นถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการลงทุนในเทคโนโลยี AI เหล่านี้
แอนดรูว์ คัลเลน เป็นนักวิจัยรับเชิญ ประจำคณะวิทยาการคอมพิวเตอร์และระบบสารสนเทศ (School of Computing and Information Systems) มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น, ออสเตรเลีย
คำแถลงเปิดเผยของผู้เขียนเกี่ยวกับการอาจมีส่วนได้ส่วนเสียจากข้อเขียนชิ้นนี้:
แอนดรูว์ คัลเลน เป็นสมาชิกคณะกรรมการบริหารคนหนึ่งของ Music Technology Australia, เป็นสมาชิกคนหนึ่งของ คณะกรรมการแลกเปลี่ยนทางเทคนิค AI องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (World Intellectual Property Organizations AI Technical Exchange Committee), และเป็นที่ปรึกษาระดับบริหารจัดการ (managing consultant) อยู่ที่ เอธิแคน (EthiCan)
ข้อเขียนนี้มาจากเว็บไซต์ เดอะ คอนเวอร์เซชั่น https://theconversation.com/ โดยสามารถติดตามอ่านข้อเขียนดั้งเดิมชิ้นนี้ได้ที่ https://theconversation.com/shares-in-this-data-centre-company-are-down-40-as-investors-lose-faith-in-the-ai-story-294871
เชิงอรรถ
[1] https://www.afr.com/companies/infrastructure/nextdc-warns-of-melbourne-data-centre-delay-amid-power-supply-crunch-20261019-p616mr
[2] https://www.theguardian.com/australia-news/2026/oct/21/australias-largest-datacentre-operator-nextdcs-shares-dive-as-melbourne-expansion-delayed
[3]https://finance.yahoo.com/markets/stocks/articles/nvidia-backed-nscales-ipo-faces-121314795.html
[4] https://venturebeat.com/ai/coreweave-came-out-of-nowhere-now-its-poised-to-make-billions-off-of-ai-with-its-gpu-cloud
[5] https://www.cnbc.com/2026/10/19/coreweave-oracle-ai-credit-stress.html
[6] https://www.brookings.edu/wp-content/uploads/2026/09/4c_Van-Nieuwerburgh.pdf
[7] https://www.brookings.edu/wp-content/uploads/2026/09/4c_Van-Nieuwerburgh.pdf
[8] https://www.smh.com.au/business/markets/wall-street-s-boom-is-sitting-on-a-shaky-foundation-20261019-p616lj.html
[9] https://www.brookings.edu/wp-content/uploads/2026/09/4c_Van-Nieuwerburgh.pdf
[10] https://econlab.substack.com/p/ai-index-oct-2026
[11] https://www.businessinsider.com/amazon-220-billion-ai-bet-data-centers-spending-challenges-2026-10
[12] https://theconversation.com/whos-paying-whom-the-circular-money-machine-behind-the-ai-boom-or-bubble-293938
[13] https://dl.acm.org/doi/10.1145/3715335.3736324
[14] https://www.abc.net.au/news/2026-10-21/moss-vale-data-centre-gas-plant-court-appeal/107294066
[15] https://theconversation.com/data-centres-in-australia-your-questions-answered-290841
[16] https://www.ussc.edu.au/powering-the-cloud-data-centres-and-the-future-of-australias-grid
[17]https://www.minister.industry.gov.au/charlton/media/done-properly-data-centres-strengthen-the-grid
หมายเหตุผู้แปล
เน็กซ์ดีซี (NextDC) เป็นบริษัทผู้ดำเนินการศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์สัญชาติออสเตรเลีย ซึ่งตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองบริสเบน รัฐควีนสแลนด์ บริษัทซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2010 แห่งนี้ มีฐานะเป็นผู้พัฒนาและผู้ดำเนินการสถานที่เช่นนี้ที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์รายใหญ่ที่สุดของแดนจิงโจ้ ณ เดือนมีนาคม 2026 เน็กซ์ดีซี ดำเนินการศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์จำนวน 17 แห่งในออสเตรเลีย และอีกแห่งหนึ่งที่กรุงกัวลาลัมเปอร์, มาเลเซีย นอกจากนั้นบริษัทยังมีโครงการสร้างศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์อีกหลายโครงการ ทั้งที่อยู่ระหว่างการดำเนินการพัฒนา และที่อยู่ระหว่างการวางแผน โดยแทบทั้งหมดตั้งอยู่ในออสเตรเลีย แต่ก็มีอยู่ 2 โครงการซึ่งจะสร้างขึ้นในต่างประเทศ คือ เมืองโอคแลนด์, นิวซีแลนด์ และกรุงโตเกียว, ญี่ปุ่น (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/NextDC)

