xs
xsm
sm
md
lg

‘วัส’ เตือน ‘ไตรรัตน์’ อย่าใช้ศาลปั่นข่าว ปม ‘หมอสรณ’ ฟ้อง กก.สรรหา กสทช.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



‘วัส’ อดีตผู้พิพากษา เตือน ‘ไตรรัตน์’ รักษาการเลขา กสทช. หยุดใช้ศาลเป็นเครื่องมือปั่นข่าวคดี 'หมอสรณ' ชี้การบิดเบือนคำสั่งศาลเพื่อผลประโยชน์องค์กร อาจเจอข้อหาละเมิดอำนาจศาลและบั่นทอนกระบวนการยุติธรรม

วันที่ 31 ต.ค. 2569 นายวัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และนักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความหัวข้อถอดรหัสคดีละเมิดอำนาจศาล เมื่อเอกสารข่าว กสทช. ชนคำสั่งศาลปกครองสูงสุด โดยวิเคราะห์กรณีสำนักงาน กสทช. เผยแพร่เอกสารข่าวเกี่ยวกับคำสั่งศาลในคดีที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช. ก่อนนำมาสู่การเรียกนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. ชี้แจงข้อเท็จจริงในคดีที่อาจเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล

นายวัส ระบุว่า ข้อพิพาทดังกล่าวขยายวงจากคดีฟ้องเพิกถอนคำวินิจฉัยลักษณะต้องห้าม ไปสู่ประเด็นการสื่อสารต่อสาธารณะ กรณีข้อพิพาทระหว่าง ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. กับ คณะกรรมการสรรหา กสทช. ได้ขยายวงกว้างจากคดีฟ้องเพิกถอนคำวินิจฉัยลักษณะต้องห้าม เข้าสู่ ศึกการสื่อสารสาธารณะและนำไปสู่การตั้งคำถามสำคัญเรื่อง การละเมิดอำนาจศาลและ ธรรมาภิบาลขององค์กรอิสระ

สำหรับความเคลื่อนไหวทางคดี นายวัสกล่าวว่า คำสั่งศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขดำที่ ล.3/2569 ลงวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ที่เรียกนายไตรรัตน์ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา ให้ทำหนังสือชี้แจงหรือแสดงพยานหลักฐาน โดยศาลกำหนดประเด็นสำคัญสองเรื่อง ได้แก่ แหล่งที่ได้รับทราบคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 952/2569 และรายละเอียดการส่งหรือเผยแพร่เอกสารข่าวไปยังสื่อมวลชน สื่อออนไลน์ และสื่ออื่น โดยให้ระบุรายชื่อและเวลานำส่งให้ครบถ้วน

ทั้งนี้ กำหนดยื่นคำชี้แจงและพยานหลักฐานคือภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง ขณะที่นายไตรรัตน์ให้ข้อมูลกับสำนักข่าวอิศราว่าได้รับหนังสือแจ้งคำสั่งแล้ว และอยู่ระหว่างจัดทำคำชี้แจงยื่นต่อศาลตามกำหนด

นายวัส ย้อนถึงต้นเหตุว่า เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 สำนักงาน กสทช. เผยแพร่เอกสารข่าวฉบับที่ 85/2569 ชี้แจงกรณีศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งรับคำฟ้องของ นพ.สรณไว้พิจารณา แต่เนื้อหาข้อ 3 ข้อ 4 และข้อ 5 กลับนำเสนอในลักษณะว่าศาลเป็นผู้ระบุถึงความเดือดร้อนเสียหายและผลกระทบต่อสถานะประธาน กสทช. ต่อมา วันที่ 4 กันยายน 2569 สำนักงานศาลปกครองออกคำชี้แจงถึงความคลาดเคลื่อนดังกล่าว

“สำนักงานศาลปกครองออกแถลงการณ์ชี้แจงทันทีว่า ข้อความในข่าว กสทช. ไม่ตรงกับความเป็นจริง เนื่องจากสิ่งที่ กสทช. นำมาอ้างอิงนั้น เป็นเพียง คำอุทธรณ์ข้อกล่าวอ้างของผู้ฟ้องคดีนพ.สรณ ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือเหตุผลของศาลแต่ประการใด การนำข้อความมาตัดต่อเผยแพร่จนสังคมเข้าใจผิด เข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมาย“

นายวัส กล่าวต่อว่า ในช่วงค่ำวันเดียวกัน สำนักงาน กสทช. ออกข่าวขออภัย ลบข่าวเดิมและแก้ไขเนื้อหา แต่ตั้งข้อสังเกตต่อข้อความที่ยังอ้างถึงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่า แท็กติกการถอยของ กสทช. ในช่วงค่ำวันเดียวกัน สำนักงาน กสทช. ออกข่าวขออภัยในความคลาดเคลื่อน ลบข่าวเดิม และแก้ไขเนื้อหา แต่ยังคงตบท้ายด้วยการอ้างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อรักษาเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์เดิมในการคุ้มครองการทำงานของประธาน กสทช.

จากนั้น วันที่ 8 กันยายน 2569 สำนักงานศาลปกครองมีหนังสือลับ ด่วนที่สุด ตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อนนำมาสู่คำสั่งให้ชี้แจงในคดีละเมิดอำนาจศาล

ในประเด็นข้อกฎหมาย นายวัสอธิบายถึงมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ว่า ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยศาลมีอำนาจตักเตือน ซึ่งอาจมีคำตำหนิเป็นลายลักษณ์อักษรด้วย ไล่ออกจากบริเวณศาล หรือสั่งจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน ปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“กฎหมายกำหนดให้การลงโทษพึงใช้ อย่างระมัดระวังและเท่าที่จำเป็น หลักสัดส่วน - Proportionality และหากเป็นโทษจำคุกหรือปรับ บังคับให้องค์คณะอื่น ที่มิใช่อยู่ในคดีเดิมเป็นผู้พิจารณาลงโทษ เพื่อความเป็นกลางอย่างแท้จริง”

ส่วนมาตรา 65 นายวัสกล่าวว่า เป็นบทบัญญัติคุ้มครองการวิจารณ์การพิจารณาหรือการพิพากษาคดีของศาลปกครองโดยสุจริตด้วยวิธีการทางวิชาการ พร้อมแสดงความเห็นว่า

“การนำคำอ้างของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มาตัดต่อแล้วตีพิมพ์สื่อสารต่อสาธารณะว่า “ศาลเป็นผู้ระบุ” ไม่ใช่การวิจารณ์โดยสุจริตหรือด้วยวิธีการทางวิชาการ จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 65 “

นายวัสยังย้ำถึงบทเรียนสำคัญในการแยกข้อกล่าวอ้างของคู่ความออกจากคำวินิจฉัยของศาล โดยระบุว่า การรับฟ้อง ไม่ใช่เท่ากับ การชนะคดี ดังนั้นการที่ศาลปกครองสูงสุดรับคดีไว้พิจารณาตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง หมายความเพียงผู้ฟ้องเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดี อาจเดือดร้อนเสียหายโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ไม่ได้แปลว่าศาลเห็นพ้องกับข้ออ้างหรือตัดสินให้ผู้ฟ้องชนะคดีแล้ว

พร้อมเตือนถึงความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐในการสื่อสารต่อประชาชนว่า องค์กรของรัฐต้องไม่ใช้ศาลเป็นเครื่องมือสปินข่าว (Spin Doctoring) การนำกระบวนการยุติธรรมหรือเอกสารในสำนวนมาบิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองภายในองค์กร ย่อมบั่นทอนความน่าเชื่อถือของทั้งองค์กรกำกับดูแลและศาล

นายวัสกล่าวทิ้งท้ายว่า ทางออกตามหลักนิติธรรม แม้ กสทช. จะแก้ไขข่าวและขออภัยแล้ว ซึ่งเป็นเหตุบรรเทาโทษ แต่การที่ศาลตั้งคำถามถึงแหล่งที่มา แสดงให้เห็นว่าศาลต้องการทราบเจตนาที่แท้จริงของผู้ถูกกล่าวหา ผลลัพธ์อาจกระทบต่อดุลพินิจในการลงโทษ เพื่อส่งสัญญาณป้องปรามไม่ให้เกิดพฤติการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต