xs
xsm
sm
md
lg

จีนเผยโฉมเรือแม่ บรรทุกโดรนลำใหม่ ที่จะถูกนำมาใช้ทัดทานความได้เปรียบทางด้านอาวุธใต้ทะเลของสหรัฐฯ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


ภาพที่ถูกนำออกเผยแพร่ทางสื่อสังคมเว่ยปั๋วของจีน และเข้าใจกันว่าเป็นเรือแม่บรรทุกโดรนของจีนลำที่ 2 ขณะแล่นไปตามแม่น้ำจูเจียง ใกล้ๆ เมืองกว่างโจว
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/10/chinas-new-drone-mothership-targets-us-undersea-edge/)

China’s new drone mothership targets US undersea edge
by Gabriel Honrada
22/10/2026

การปรากฏตัวของเรือแม่บรรทุกโดรนลำที่ 2 ของจีน เพียงไม่นานหลังจากเรือประเภทนี้ลำแรกเผยโฉม ส่งสัญญาณว่า แดนมังกรกำลังเร่งรัดมุ่งบั่นทอนฐานะครอบงำอาณาบริเวณใต้น้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกของอเมริกาที่ดำรงมาอย่างยาวนาน ทั้งในเชิงรุกโดยอาศัยโดรนใต้น้ำขนาดยักษ์มาตัดเครือข่ายเซ็นเซอร์ใต้ทะเลของสหรัฐฯกับพันธมิตร และในเชิงรับด้วยการไล่ล่าเรือดำน้ำอเมริกันซึ่งถูกส่งออกมาเพ่นพ่านอยู่ใกล้ๆ ชายฝั่งจีน

จีนกำลังพัฒนาเรือช่วยรบเฉพาะทาง ที่ออกแบบมาเพื่อใช้ขนส่ง, ปล่อย, และกู้คืนยานใต้น้ำไร้คนขับขนาดเท่าเรือดำน้ำ (submarine-sized uncrewed vessels) เป็นการส่งสัญญาณถึงความพยายามอย่างแข็งขันในการขยายแสนยานุภาพใต้น้ำแบบอัตโนมัติ (autonomous undersea power) ให้เลยออกไปจากแนวเกาะแนวแรก (First Island Chain) และท้าทายอย่างเป็นระบบต่อฐานะครอบงำเหนือใครๆ ของเรือดำน้ำสหรัฐฯ ในอาณาบริเวณด้านตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก

สื่อหลายสำนักพากันรายงานในเดือนตุลาคมนี้ [1], [2], [3] พร้อมกับหลักฐานที่เป็นภาพและคลิป ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจีนได้ต่อเรือลำที่ 2 ขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่เป็นยานลำแม่อย่างเฉพาะเจาะจง สำหรับรองรับการใช้งานและการให้บริการต่างๆ แก่ยานใต้น้ำไร้คนขับ (uncrewed underwater vehicles หรือ UUVs) ขนาดเท่าเรือดำน้ำ จึงเป็นการส่งสัญญาณถึงความพยายามเพิ่มมากขึ้นอีก ในการขยายแสนยานุภาพใต้น้ำแบบอัตโนมัติ ให้เลยออกไปจากน่านน้ำชายฝั่งของตน

เรือช่วยรบที่ยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ ซึ่งต่อขึ้นที่อู่ต่อเรือกว่างโจว ชิปยาร์ด อินเตอร์เนชั่นแนล (Guangzhou Shipyard International) บนเกาะหลงเสวี่ย (Longxue Island) ลำนี้ ถูกถ่ายภาพเอาไว้ได้ ขณะถูกลากจูงไปตามแม่น้ำจูเจียง (แม่น้ำเพิร์ล) ใกล้กับเขตฟันอี๋ว์ ของเมืองกว่างโจว, มณฑลกวางตุ้ง เรือลำนี้มีความยาวประมาณ 150 เมตร และมีหอยกที่ยืดสไลด์ได้ (lifting-tower) อยู่ที่บริเวณท้ายเรือรวม 6 หอ ขนาดของเรือลำใหม่นี้ เล็กลงมาจากเรือลำก่อนที่ยาว 205 เมตร ซึ่งถูกปล่อยลงน้ำที่อู่ต่อเรือหูตง-จงหัว (Hudong-Zhonghua shipyard) ในเซี่ยงไฮ้ [4]

จากที่มีการติดตั้งแคร่ล็อกแบบพิเศษเฉพาะตรงบริเวณท้ายเรือ (specialized stern cradles) รวมทั้งมีโรงเก็บยานภายในเรือ (internal hangars) อีกด้วย ชี้ให้เห็นว่าเรือลำนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อปล่อย, รับและกู้คืน, ตลอดจนบำรุงรักษาเรือดำน้ำอัตโนมัติที่ไม่ต้องใช้ลูกเรือ ขนาดยาว 35-45 เมตร น้ำหนัก 400-700 ตัน [5] ในทะเลโดยตรง

เรือประเภทนี้น่าจะช่วยแก้ปัญหาคอขวดด้านโลจิสติกส์ที่สำคัญ ด้วยการขนส่งโดรนขนาดใหญ่ๆ ข้ามระยะทางไกลๆ เช่น ผ่านจุดยุทธศาสตร์ต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปยังมหาสมุทรอินเดีย โดยไม่ต้องใช้พลังงานของยานเองมากเกินไป ตลอดจนไม่ต้องพึ่งพาฐานทัพถาวรที่ต้องไปตั้งอยู่ในต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโครงสร้างพื้นฐานเคลื่อนที่เช่นนี้ สามารถขยายขอบเขตการปฏิบัติภารกิจใต้น้ำ เช่น การเฝ้าระวังพื้นทะเลหรือการวางทุ่นระเบิด แต่การใช้งานเรือผิวน้ำที่สามารถเห็นได้ชัดเจน ย่อมทำให้เกิดสัญญาณภาพและเรดาร์ที่เด่นชัด ซึ่งอาจเป็นร่องรอยให้ฝ่ายตรงข้ามสามารถติดตามเพื่อระบุตำแหน่งโดรนใต้น้ำที่ซ่อนตัวอยู่ได้

การที่จีนทยอยนำขีดความสามารถด้านสงครามใต้น้ำไร้คนขับเข้ามาใช้ อาจบ่งชี้ว่าพวกเขากำลังพิจารณาที่จะใช้ยุทโธปกรณ์เหล่านี้ทั้งในบทบาทเชิงรุกและเชิงรับ โดยสำหรับวัตถุประสงค์เชิงรุก จีนอาจใช้ยานใต้น้ำไร้คนขับขนาดใหญ่พิเศษ (XLUUV) เพื่อทำลายพวกอุปกรณ์เซ็นเซอร์ใต้น้ำของสหรัฐฯ และพันธมิตร ซึ่งวางเอาไว้ในบริเวณแนวเกาะแนวแรก

การทำลายเซ็นเซอร์เหล่านี้ ยังอาจเป็นการเปิดเส้นทางทำให้เรือดำน้ำจีนสามารถข้ามจุดคอขวดสำคัญๆ เช่น ช่องแคบมิยาโกะ (Miyako Strait) และช่องแคบบาชิ (Bashi Channel) เพื่อสร้างฐานปฏิบัติการส่วนหน้า สำหรับการต่อสู้รับมือกับกองกำลังทางนาวีของสหรัฐฯ ที่อาจเข้ามาแทรกแซง ในกรณีเกิดการสู้รบขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯกับจีนอันเนื่องจากไต้หวันขึ้นมา

ที่น่าสังเกตคือ สหรัฐฯและญี่ปุ่นมีการดำเนินการจัดวางเครือข่ายเซ็นเซอร์ใต้น้ำ “Fish Hook” [6] (ตะขอเกี่ยวปลา) ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ญี่ปุ่น, ไต้หวัน, ฟิลิปปินส์, และอินโดนีเซีย เพื่อตรวจจับการเคลื่อนไหวของเรือดำน้ำจีนที่อาจพยายามฝ่าออกสู่ทะเลเปิดในมหาสมุทรแปซิฟิก

อย่างไรก็ดี ในบทความ [7] ชิ้นหนึ่งเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ของศูนย์เพื่อความมั่นคงทางทะเลระหว่างประเทศ (Center for International Maritime Security หรือ CIMSEC) ไรอัน มาร์ตินสัน (Ryan Martinson) รองศาสตราจารย์และสมาชิกระดับแกนกลางคนหนึ่งของ สถาบันศึกษาการเดินเรือทะเลของจีน (China Maritime Studies) ณ วิทยาลัยการทัพเรือสหรัฐฯ (US Naval War College) ตั้งข้อสังเกตว่า การฝ่าออกดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อการถูกตรวจจับอย่างมาก ซึ่งจะเป็นการบั่นทอนความสามารถในการปฏิบัติการแบบปิดลับ และการป้องปรามทางนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์อย่างรุนแรง

มาร์ตินสันซึ่งอ้างแหล่งข่าวหลายรายจากกองทัพเรือแห่งกองทัพปลดแอกประชาชนจีน (People’s Liberation Army Navy หรือ PLAN) บอกว่า สถาปัตยกรรมเฝ้าระวังสามมิติแบบบูรณาการ (integrated, three-dimensional surveillance architecture) ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งครอบคลุมทั้งเครื่องโซนาร์ติดตั้งอยู่ใต้ทะเล, เรือและเครื่องบินตรวจการณ์ในมหาสมุทร, และดาวเทียมที่อยู่ในวงโคจรรอบโลกในอวกาศ ก่อให้เกิดความน่าจะเป็น "สูงมาก" ที่จะติดตามเรือดำน้ำจีนได้โดยตรงทันทีที่มันออกจากท่าเรือ

เขายังชี้ด้วยว่า พวกแหล่งข่าวจากกองทัพเรือจีนต่างยอมรับเช่นกันว่า มีความน่าจะเป็น “ค่อนข้างสูง” ที่เรือดำน้ำแดนมังกรจะถูกตรวจจับและสกัดกั้น ขณะแล่นเรือในเส้นทางเดินเรือในทะเลใกล้ฝั่ง เนื่องจากสหรัฐฯมีเครือข่ายอุทกศาสตร์และตรวจจับคลื่นเสียง ซึ่งครอบคลุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญต่างๆ เอาไว้

กระนั้น มาร์ตินสันตั้งข้อสังเกตว่า ตามคำบอกเล่าของพวกแหล่งข่าวจากกองทัพเรือจีน สหรัฐฯขาดกำลังพลอย่างเพียงพอสำหรับตรวจตราเฝ้าระวังอย่างถ้วนทั่วทั้งทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้ รวมทั้งพวกจุดเชื่อมต่อต่างๆ ในเครือข่ายเซ็นเซอร์ของสหรัฐฯ ก็เป็นจุดอ่อนที่อาจถูกทำลายได้

เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในเรื่องเช่นนี้ คริส โอ’ฟลาเฮอร์ตี (Chris O’Flaherty) เคยชี้เอาไว้ในบทความ [8] เมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 ของวารสาร เดอะ สแตรตเทจิสต์ (The Strategist) ว่า จีนสามารถทำลายเซ็นเซอร์ใต้น้ำของสหรัฐฯ ได้ด้วยวิธีการหลายๆ วิธี ตั้งแต่การทำอย่างเปิดเผยด้วยการส่งเรือแม่โดรน ที่ออกไปปล่อยยานใต้น้ำไร้คนขับ (UUV) เข้าไปตัดสายเคเบิลใต้น้ำ หรือการปฏิบัติการอย่างลับๆ ด้วยการแอบวางระเบิดไว้ใกล้สายเคเบิลใต้น้ำเป็นเวลานานก่อนที่การสู้รบจะเริ่มต้นขึ้น จากนั้นก็จุดระเบิดในภายหลังเมื่อถึงเวลาปฏิบัติการ ด้วยสัญญาณเสียงที่เข้ารหัส

โอ’ฟลาเฮอร์ตี ซึ่งเป็นนายทหารราชนาวีอังกฤษยศนาวาเอกเกษียณอายุ ที่มีประสบการณ์ล้ำลึกในด้านสงครามใต้น้ำ ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า เรือซ่อมสายเคเบิลของกองทัพเรืออเมริกัน อย่างเช่น ยูเอสเอ็นเอส ซูส (USNS Zeus) --ซึ่งเวลานี้เป็นเรือประเภทนี้เพียงลำเดียวที่สหรัฐฯ มีอยู่— ก็เป็นเป้าหมายที่โจมตีได้ง่าย

เดวิด แอ็กซ์ (David Axe) นักหนังสือพิมพ์และนักสร้างภาพยนตร์ซึ่งตั้งฐานอยู่ในรัฐเซาท์คาโรไลนา, สหรัฐฯ ชี้ให้เห็นในบทความเดียวกันนี้ว่า แม้สหรัฐฯ จะสามารถส่งเรือดำน้ำภารกิจพิเศษ (special mission submarine) อย่าง ยูเอสเอส จิมมี คาร์เตอร์ (USS Jimmy Carter) ไปซ่อมแซมสายเคเบิลใต้น้ำที่เสียหายได้ แต่กองทัพเรือสหรัฐฯ ก็ยังคงต้องแบกรับภาระหนักเนื่องจากกำลังที่ไม่ค่อยเพียงพอ ในการปกป้องเครือข่ายใต้น้ำ ถึงแม้ว่าเรื่องนี้ถือเป็นหนึ่งในข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของสหรัฐฯในช่วงเกิดสงคราม

แอ็กซ์เสริมว่า แม้บริษัทเอกชนจะมีเรือซ่อมสายเคเบิล แต่ก็มีอยู่ไม่ถึง 10 ลำ จากจำนวนที่ควรต้องมีสัก 20 ลำเมื่อคำนึงถึงความต้องการทั่วโลก นอกจากนั้นพวกบริษัทเอกชนอาจไม่เต็มใจที่จะเสี่ยงให้เรือของตนปฏิบัติการในพื้นที่ซึ่งเกิดความขัดแย้ง

สำหรับในด้านการป้องกันนั้น นักวางแผนของจีนกำลังพิจารณาว่า ทำอย่างไรยานใต้น้ำไร้คนขับขนาดใหญ่พิเศษ (XLUUV) ที่บูรณาการเข้ากับเครือข่ายเซ็นเซอร์ทางทะเลที่กว้างขวางยิ่งขึ้นกว่าปัจจุบัน จะสามารถขจัดลดทอนอย่างเป็นระบบในเรื่องข้อได้เปรียบซึ่งมีมายาวนานของสหรัฐฯในด้านการพรางตัวของเรือดำน้ำ

เกี่ยวกับประเด็นนี้ ปีเตอร์ ซัลลิแวน (Peter Sullivan) ระบุอ้างอิงเอาไว้ในรายงาน [9] ของสถาบันข้อมูลและนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Data and Policy Institute หรือ NSDPI) เมื่อเดือนกรกฎาคม 2026 ว่า จีนกำลังพยายามลดทอนความเหนือกว่าของสหรัฐฯในด้านใต้น้ำ ในอาณาบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก ด้วยการใช้งานกองเรือยานใต้น้ำไร้คนขับขนาดใหญ่พิเศษ (XLUUV) ที่ยังไม่มีใครเทียบเทียมได้ของตน ซึ่งบูรณาการเข้ากับยุทธศาสตร์แห่งการทำให้มหาสมุทรเกิดความโปร่งใส (Transparent Ocean strategy) ของแดนมังกรที่กำลังเริ่มมีการดำเนินการกัน

ทั้งนี้ในบทความชิ้นหนึ่งของ ดีเฟนซ์ วัน (Defense One) ฉบับเดือนตุลาคม 2025 ไท เกรแฮม (Tye Graham) และ ปีเตอร์ ซิงเกอร์ (Peter Singer) อธิบาย [10] เอาไว้ว่า ยุทธศาสตร์มหาสมุทรโปร่งใสของจีน เป็นสถาปัตยกรรมเซ็นเซอร์แบบบูรณาการ 5 ชั้น ครอบคลุมตั้งแต่พื้นทะเลไปจนถึงอวกาศ ซึ่งออกแบบมาเพื่อกำจัดจุดซ่อนตัวของเรือดำน้ำสหรัฐฯและพวกพันธมิตรในอาณาบริเวณทั่วทั้งมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก
(เกรแฮม เป็นนายทหารสัญญาบัตรกองทัพบกสหรัฐฯที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกิจการต่างประเทศ (U.S. Army Foreign Area Officer หรือ FAO) ที่เกษียณอายุแล้ว และปัจจุบันเป็นนักวิจัยอาวุโสอยู่กับ บลูพาธ แล็บส์ (BluePath Labs) บริษัทที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และเทคโนโลยีในกรุงวอชิงตัน ส่วน ซิงเกอร์ นักยุทธศาสตร์ที่เขียนหนังสือว่าด้วยเทคโนโลยีและความมั่นคงเอาไว้หลายเล่ม -ผู้แปล)

เกรแฮม และ ซิงเกอร์ แจกแจงว่า ยุทธศาสตร์นี้มีศูนย์กลางอยู่ที่การสร้าง "เครือข่ายสังหาร" ที่ยืดหยุ่นและอัตโนมัติ ซึ่งเชื่อมโยงดาวเทียมไลดาร์และเรดาร์ที่อยู่ในวงโคจร (orbital lidar and radar satellites) เข้ากับพวกทุ่นลอยน้ำ, เครื่องร่อนใต้น้ำไร้คนขับอัตโนมัติซึ่งเคลื่อนที่ในน้ำลักษณะร่อนขึ้นลงเหมือนฟันปลา (water-column gliders), และสถานีสังเกตการณ์ใต้ทะเลแบบใช้สายเคเบิลเชื่อมต่ออยู่กับสถานีบนชายฝั่ง (cabled seafloor observatories) ซึ่งสามารถจ่ายพลังงานและเชื่อมต่อพวกเรือดำน้ำอัตโนมัติลำเล็กๆ ได้

พวกเขาตั้งสังเกตว่า ข้อมูลทางสมุทรศาสตร์และข้อมูลทางคลื่นเสียงจะถูกซิงโครไนซ์เข้าด้วยกันผ่านศูนย์รวมข้อมูล "Deep Blue Brain" เพื่อคำนวณเส้นทางการโจมตีของข้าศึกแบบมีพลวัตและเรียลไทม์

ในการอธิบายรายละเอียดของสถาปัตยกรรมนี้ เกรแฮมกับซิงเกอร์ย้ำว่า การที่ฝ่ายจีนหลีกเลี่ยงความล้มเหลวจากการใช้ห่วงโซ่แบบจุดเดียวที่เคยใช้ๆ กันมาดั้งเดิม ช่วยให้แดนมังกรสามารถรักษาเครือข่ายติดตามที่ทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ตลอดทั่วทั้งจุดยุทธศาสตร์ทางทะเลที่สำคัญยิ่งยวด

การที่ในปัจจุบันสหรัฐฯส่งเรือดำน้ำออกมาปฏิบัติการตามชายขอบแนวพรมแดนทางทะเลของจีนอย่างต่อเนื่องไม่ลดละ น่าจะเป็นการเน้นย้ำให้ฝ่ายแดนมังกรตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนของการพัฒนาขีดความสามารถดังกล่าวข้างต้นของฝ่ายตน

ทั้งนี้ในรายงาน [11] เผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายน 2026 ของหน่วยงานริเริ่มตรวจพิสูจน์ทะเลจีนใต้ (South China Sea Probing Initiative หรือ SCSPI) ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองของจีน ระบุว่า สหรัฐฯ ได้ส่งเรือดำน้ำโจมตีพลังงานนิวเคลียร์ (nuclear-powered attack submarines ใช้อักษรย่อว่า SSN ซึ่งมาจากคุณสมบัติของเรือ นั่นคือ Ship -เรือ Submersible - ดำน้ำได้ Nuclear -พลังงานนิวเคลียร์ ) อย่างน้อย 11 ลำ โดยในจำนวนนี้มีทั้งเรือดำน้ำ ยูเอสเอส ซีวูลฟ์ (USS Seawolf), ยูเอสเอส แอชวิลล์ (USS Asheville) และ ยูเอสเอส กรีนวิลล์ (USS Greeneville) ควบคู่ไปกับเรือดำน้ำติดขีปนาวุธนำวิถี (guided-missile submarine ใช้อักษรย่อ SSGN ) ยูเอสเอส โอไฮโอ (USS Ohio) เข้ามาทำการในอาณาบริเวณแปซิฟิกตะวันตก ในปี 2025

รายงานของ SCSPI ชี้ว่า เรือสนับสนุนเรือดำน้ำของสหรัฐฯ 2 ลำ ได้แก่ ยูเอสเอส เอโมรี เอส. แลนด์ (USS Emory S. Land) และ ยูเอสเอส แฟรงค์ เคเบิล (USS Frank Cable) ยังคงปรากฏตัวอยู่ในบริเวณแนวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยใช้วิธีการเดินทางเยี่ยมเยียนท่าเรือต่างๆ ในภูมิภาค นอกจากนั้นรายงานยังระบุว่า พวกเรือดำน้ำของสหรัฐฯ ได้เข้าร่วมในการฝึกซ้อมกับกองทัพเรือชาติต่างๆ ในภูมิภาคทั้งในระดับทวิภาคีและระดับพหุภาคี ด้วยความถี่สูงมาก โดยรวมถึงการฝึก ANNUALEX 2025, Malabar 2025 นอกชายฝั่งเกาะกวม, และ Silent Shark 2025 ซึ่งเป็นการฝึกซ้อมการต่อต้านเรือดำน้ำและการซ้อมรบทางยุทธวิธี

การที่สหรัฐฯรักษาการปรากฏตัวที่แนวหน้าของกำลังเรือดำน้ำอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ สามารถที่จะเป็นภัยคุกคามต่อการป้องปรามทางนิวเคลียร์ใต้น้ำของจีน ชือ กั๋วชาง (Chi Guocang) อดีตผู้สอนและอาจารย์ของสถาบันเรือดำน้ำ แห่งกองทัพเรือจีน รวมทั้งเป็นนักยุทธศาสตร์ทางนาวีและนักวิเคราะห์ด้านกลาโหมที่มีชื่อเสียง ชี้เอาไว้ในรายงาน [12] ของสถาบันวิจัยการเดินเรือทะเลแห่งประเทศจีน (China Maritime Studies Institute หรือ CMSI) เดือนกันยายน 2024 ว่า ยุทธศาสตร์ของจีนในการสร้างป้อมปราการในทะเลจีนใต้ เป็นการสร้างเขตพื้นที่คุ้มครองทางทะเลที่มีการป้องกันอย่างแน่นหนา เพื่อป้องกันการโจมตีจากพวกเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธทิ้งตัวที่สามารถติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ (nuclear-powered ballistic missile submarines ใช้อักษรย่อ SSBN) และค้ำประกันความสามารถของแดนมังกรในการตอบโต้หลังการถูกโจมตีครั้งแรก

ชือบอกว่า การที่ทะเลจีนใต้มีความความลึกถึงระดับ 1,200 เมตร ทำให้เรือดำน้ำสามารถใช้ในการพรางตัวได้ดีกว่าทะเลที่อยู่ติดจีนแห่งอื่นๆ ซึ่งตื้นกว่า อย่าง ทะเลโป๋ไห่ (Bohai Sea) และทะเลเหลือง (Yellow Sea) เขากล่าวอีกว่า ยิ่งเมื่อได้รับการปกป้องจากพวกฐานทัพที่แข็งแกร่งในหมู่เกาะสแปรตลี (Spratly) รวมทั้งจากบรรดาเรือรบ, ระบบป้องกันภัยทางอากาศ, และเซ็นเซอร์ใต้น้ำ เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธทิ้งตัว (SSBN) แบบ Type 094 ของจีน ซึ่งติดตั้งขีปนาวุธทิ้งตัวยิงจากเรือดำน้ำ (submarine-launched ballistic missiles หรือ SLBMs) แบบ JL-3 สามารถโจมตีถึงบางส่วนของแผ่นดินใหญ่สหรัฐฯได้

ยานใต้น้ำไร้คนขับ XLUUV อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของป้อมปราการแห่งการป้องกันเรือดำน้ำของจีน โดยทำหน้าที่ระบุชี้ตัว, ติดตาม, และโจมตี, เรือดำน้ำซึ่งรุกล้ำเข้ามาโดยอัตโนมัติ ยานเช่นนี้สามารถจัดวางเอาไว้บนพื้นใต้ทะเล และเปิดใช้งานในช่วงเกิดสงคราม เพื่อทำหน้าที่เป็น "ทุ่นระเบิดอัจฉริยะ" (smart mines) ในการซุ่มโจมตีเรือดำน้ำข้าศึกที่ไม่ทันระวังตัว

ขณะที่กองทัพเรือจีนกำลังดำเนินการจับคู่เรือแม่โดรนซึ่งต่อขึ้นมาอย่างเฉพาะเจาะจง ให้เข้ากับเครือข่ายเฝ้าระวังจากก้นทะเลสู่ห้วงอวกาศที่กำลังขยายตัวกว้างขวางออกไปเรื่อยๆ ศักยภาพแห่งการป้องปรามในแปซิฟิกตะวันตกของสหรัฐฯและพันธมิตรในภูมิภาค ก็จะขึ้นอยู่กับความสามารถของฝ่ายหลังเหล่านี้ ว่าจะเสริมความแข็งแกร่งให้กับเครือข่ายเซ็นเซอร์ใต้น้ำของพวกตนได้หรือไม่เพียงใด ก่อนที่บรรดาระบบอัตโนมัติของแดนมังกรที่กำลังปรากฏขึ้นมาเหล่านี้ จะทำลายเกราะป้องกันทางคลื่นเสียงที่วางครอบคลุมเอาไว้ในมหาสมุทรของสหรัฐฯและพันธมิตรไปได้อย่างหมดสิ้น

เชิงอรรถ
[1] https://www.twz.com/sea/second-chinese-submarine-drone-mothership-emerges
[2] https://www.navalnews.com/naval-news/2026/10/second-possible-chinese-uuv-mothership-appears-in-guangzhou/
[3] https://defencesecurityasia.com/en/china-second-suspected-underwater-drone-mothership/
[4] https://www.twz.com/sea/new-evidence-china-is-building-a-massive-mothership-for-drone-submarines
[5] https://www.navalnews.com/naval-news/2025/09/china-moves-two-super-sized-xxl-uncrewed-submarines-to-south-china-sea/
[6]https://www.jstor.org/content/oa_chapter_monograph/j.ctt13wwvvt.15?seq=3
[7] https://cimsec.org/exposed-undersea-pla-navy-officer-reflections-on-chinas-not-so-silent-service/
[8] https://www.aspistrategist.org.au/undersea-sensors-a-us-trump-card-china-knows-it-must-eliminate/#:~:text=O%E2%80%99Flaherty%20listed%20the%20ways%20Chinese,explosive%20charges%20to%20cut%20them
[9] https://nspcbatten.org/wp-content/uploads/sites/2/2026/07/Sullivan_White-Paper.pdf
[10] https://www.defenseone.com/threats/2025/10/chinas-burgeoning-undersea-sensor-net-aims-turn-ocean-transparent/408815/
[11]https://www.scspi.org/sites/default/files/reports/an_incomplete_report_on_us_military_activities_in_the_south_china_sea_in_2025.pdf
[12] https://digital-commons.usnwc.edu/cmsi-translations/7/